ลองเปลี่ยนแนวมาเขียนบทความแนวท่องเที่ยวกันบ้าง สำหรับผมแล้วเป็นครั้งแรกเลยที่เขียนเรื่องราวแบบนี้ เป็นทริปที่ไม่ได้ขายความถูก ไม่ได้ขายความหรู และไม่ได้ขายของใดๆ เพราะไม่มีสปอนเซอร์เลยจ้า มีแต่ตังตัวเองล้วนๆ ดังนั้นจะเป็นการเล่าที่ตรงไปตรงมาชอบก็ชม ไม่ชอบก็ขอบ่นนิดนุง(ไม่ดราม่า) ซึ่งทริปนี้เป็นทริปแรกที่ประทับใจตั้งแต่ก้าวแรกที่ออกเดินทางจนถึงก้าวสุดท้ายที่ต้องเดินเข้าประตูบ้าน เอาละคงอยากอ่านกันแล้วใช่มั้ยล้า งั้นขอเชิญทุกท่านเดินทางไปกับเราโดยรถไฟขบวนอีสานวัตนากันเลย ฉึกกะฉักๆ ปู้นๆ

ใครที่มีเวลาน้อยต้องการอ่านเวอร์ชันย่อให้ไปอ่านใน Pantip ส่วนใครที่พอมีเวลาว่างต้องการอ่านเวอร์ชันจัดเต็มอ่านต่อเลยจ้าาา

จุดเริ่มต้น

สวัสดีครับผมชื่อข้าวโอ๊ตนะครับ ไม่รู้เหมือนกันนะครับว่าที่ผมประทับใจทริปนี้เพราะเป็นทริปที่ได้ไปกับเพื่อนๆ ซึ่งก็นานมาแล้วที่ไม่ได้ออกไปไหนกับเพื่อนๆจริงๆจังสักที มาครั้งนี้ก็เจอทริปนอนเต้นท์กันเลยทีเดียว ก็แอบหวั่นๆอยู่ว่าจะไหวมั้ย ซึ่งจริงๆแล้วผมเองก็ชอบนอนเต้นท์นะ แต่ก็อย่างว่า นี้มันนานแล้วที่ไม่ได้ออกทริปแบบลุยๆกัน บอกตามตรงว่าประหม่าไปนิดนุง ทั้งหมดนี้เป็นอารมณ์ตอนที่เพื่อนๆชวนไปทริปนี้ตอนที่ไปนั่งทานพิซซ่ากันที่ Central world ช่วงธันวาคม 2016

1483088429574.jpg

แต่พอเพื่อนพูดมาคำนึงว่า “ไปรถไฟขบวนใหม่กัน” เท่านั้นแหละ วู่วามเลยทีเดียว พิซซงพิซซ่าในมือก็ลืมหมด ตอบ “ตกลง” ไปทันที จริงๆแล้วผมก็รู้ตัวเองมานานแล้วแหละว่าเป็นคนแพ้รถไฟ ไม่ใช่เมารถไฟนะ แต่ชอบนั่งมากๆ เมื่อก่อนชอบทุกชั้น แต่ตอนนี้เริ่มแก่แล้วขอแบนชั้น3 กับคนขายของบนรถที่เราต้องเอี้ยวตัวหลบไปก่อนเน้อ ซึ่งเราก็เข้าใจอาชีพเค้านะ แต่เราก็สุขภาพเราก็ไม่ไหวเท่าตอนเด็กๆแล้ว ตอนนั้นแค่ชะเง้อไปนอกหน้าต่างให้ลมตีหน้าอะไรๆก็สนุกไปหมด ส่วนตอนนี้แค่ฝุ่นปลิวมาโดนหน้าก็หงุดหงิดแล้ว ดังนั้นรถไฟขบวนใหม่จึงเป็นสิ่งที่ตั้งหน้าตั้งตารอคอยโอกาสนี้มานานมาก จะไม่คว้ามันไว้ก็ไม่รู้เมื่อไหร่จะได้ไปอะโน๊ะ (ในพันทิปผมได้เขียนไว้ว่าทำไมผมถึงชอบรถไฟตามไปอ่านกันได้นาจา?)

อีสานวัตนา

ไม่ได้เขียนผิดจาก “วัฒนา” แต่อย่างใด ชื่อนี้มีที่มาที่ไป มาถึงตรงนี้หลายๆคนที่ไม่ได้ตามข่าวก็อาจจะงงๆว่ามันคืออะไร จริงๆแล้วมันคือชื่อขบวนรถไฟขบวนใหม่ครับ ตามข้อมูลจากเพจ ทีมนั่งรถไฟ กับนายแฮมมึน (ผมเป็นแฟนคลับนายแฮมมึน ข้อมูลเรื่องรถไฟแน่นมากๆ รู้ยันหัวน๊อตรถไฟ) ขอ Copy แปะเอาดื้อๆเลยจ้า

อีสานวัตนา เกิดจากคำว่า
อีสาน แปลว่า ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
กับคำว่า
วัตนา (วตฺตน) แปลว่า “ความเป็นอยู่”

อีสานวัตนา แปลว่า “ความเป็นอยู่แห่งทิศตะวันออกเฉียงเหนือ”

สำหรับภาษาอังกฤษ (ผมยังไม่เห็นนะครับ) คาดว่าจะสะกดว่า “Isanvatana”

Credit by: นายแฮมมึน

ซึ่งก็เป็นชื่อพระราชทานจากสมเด็จสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ท่านได้พระราชทานชื่อรถไฟทุกสายเลยดังนี้

1. เส้นทางสายเหนือ (กรุงเทพ-เชียงใหม่) พระราชทานชื่อว่า “อุตราวิถี”  หมายถึงเส้นทางสู่ภาคเหนือ
2. เส้นทางสายตะวันออกเฉียงเหนือ (กรุงเทพ-อุบลราชธานี) พระราชทานชื่อว่า “อีสานวัฒนา” หมายถึงเส้นทางสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
3.เส้นทางสายตะวันออกเฉียงเหนือ (กรุงเทพ – หนองคาย) พระราชทานชื่อว่า “อีสานมรรคา” หมายถึงเส้นทางสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
4.เส้นทางสายใต้ (กรุงเทพ-หาดใหญ่) พระราชทานชื่อว่า “ทักษิณารัถย์” หมายถึงเส้นทางสู่ภาคใต้

ข้อมูลรายละเอียดอื่นๆขอแปะเป็นลิงค์ไว้ข้างล่างละกันนะครับ เดี๋ยวจะยาวไป

สรุปสถานที่สำคัญที่เราไป(บางที่ปรับตามสถานการณ์)

1. น้ำตกสร้อยสวรรค์
2. ผาแต้ม
3. เสาเฉลียง
4. เขื่อนสิรินธร
5. แก่นสะพือ

*แต่ถ้าอ่านตามจะพบว่ามีอีกหลายที่เลยที่อยู่ระหว่างทางที่เราไปกัน ตามมาอ่านกันได้เลยจ้า

เกือบตกรถไฟ

เวลาล่วงเลยมาจนถึงต้นเดือนมกราคมเพื่อนเราก็เริ่มจองตั๋ว ได้ฤกษ์งามยามดีในการเดินทางทริปนี้คือ 27-29 มกราคม ซึ่งต้องเดินทางวันที่ 27 รถออกจากหัวลำโพงตอน 20.30 น. แต่วันเดินทางจริงโชคก็ไม่เข้าข้างเอาซะเลย เพราะงานไม่เสร็จจ้า 19.00น. ยังนั่งทำงานอยู่ที่ปทุมธานีอยู่เลย กระเป๋าก็ไม่ทันได้เตรียม เลยต้องงัดแผนสำรองออกมาใช้ คือ จะไปขึ้นที่สถานีรังสิตซึ่งเดินทางโดย Taxi  30 นาทีก็ถึงแล้ว ด้วยความที่ไม่แน่ใจว่ารถจอดที่รังสิตมั้ยเลยไปค้นในเพจนายแฮมมึนเพราะเคยเห็นอยู่หลัดๆ แต่ด้วยความลนลานเลยหาไม่เจอซะงั้น จึงโทรไปถาม Call center 1690 ได้คำตอบมาว่าอีสานวัตนาจะผ่านรังสิตผ่านตอน 21.21 น. (เวลาสวยมาก) ซึ่งประทับใจ Call center คนนี้มากคุยดี พูดเพราะ พอปั่นงานเสร็จ ก็ไปจัดกระเป๋าด้วยความเร็วแสง+Fast8 แล้วก็บึ่ง Taxi ไปเลยจ้าสนนราคาไป 107 บาท ยังเหลือเวลาให้นั่งรอรถอีกประมาณ 30 นาที เรียกได้ว่าทำเวลาดีมากแต่ก็ตื่นเต้นสุดๆ เพราะถ้าตกรถที่เล่ามาจากข้างบนก็ฝันสลายในพริบตา และคงไม่มีบทความนี้แน่นอน 555 แล้วก็มึนสุดๆด้วย ขนาดที่ว่าลืมไปเลยว่าการดูเลขตู้จากนอกตัวรถมันดูยังไง ซึ่งเค้าก็มีจอ LED ติดอยู่แต่ด้วยความมึนก็มองไม่เห็นซะงั้น แต่ยังดีที่พนักงานบริการบนรถถามเราและชี้ทางบอกให้เดินไปทางหัวขบวน ไม่งั้นก็คงมึนอีกนาน จนสุดท้ายก็เจอเพื่อนๆที่เค้าขึ้นมาตั้งแต่หัวลำโพง สรุปทริปนี้เราไปกัน 5 คน เป็นเพื่อนสมัยเรียนมหาลัยกันหมดเลยจ้าาา

14853010_1484365071578359_2339990030443606868_o.jpg
ช่องสี่เหลี่ยมนั้นคือจอ LED ที่มีข้อมูลเลขตู้ และสถานีต้นทางปลายทาง

รูปจาก: ทีมพีอาร์การรถไฟแห่งประเทศไทย

This slideshow requires JavaScript.

รูปนี้ถ่ายตอนเช้าเพราะใกล้ถึงอุบลฯแล้ว (หารูปที่ถ่ายตอนขาไปไม่เจอจีๆ) สำหรับการเดินทางบนรถไฟขบวนนี้ตั้งแต่ขึ้นมาจนลงรถโดยภาพรวมก็โอเคหมดนะ Facility ที่มีให้ก็ช่วยได้เยอะ ไม่ว่าจะเป็นปลั๊กไฟ, กล้องวงจรปิด, ประตูไฟฟ้า, ห้องน้ำ มีไฟสัญญานบอกว่าว่างหรือปล่าว บอกตั้งแต่ในจอที่อยู่ในตู้ที่เรานอน ดังนั้นเราไม่ต้องเดินมาเช็คหรือมาเคาะที่ประตูห้องน้ำเลย เพียงแค่ส่องจากที่นั่ง/นอนออกมาที่จอก็รู้ได้เลย, ที่ล้างจาน เอ๊ย ล้างมือ ก็สะอาดล้างได้สบายใจ แล้วก็มีห้องอาบน้ำด้วยแต่อยู่ในโซนของชั้น 1 นะ ขาไปเราต้องเดินไปทางท้ายขบวน ขากลับเราต้องเดินไปทางหัวขบวน ซึ่งห้องอาบน้ำเล็กมาก อันนี้เข้าใจอยู่ว่าพื้นที่จำกัด แต่ก็ครบครันไปด้วยเครื่องทำน้ำอุ่น สบู่เหลว แชมพู ที่แขวนผ้า (อภัยให้) ดังนั้นถ้าใครไม่ได้พกมาก็ไม่ต้องห่วงจ้า แต่ระวังการอาบน้ำของเราให้ดี ต้องสุขุมและใช้วิชาตัวเบานิดนุง เพราะถ้าอาบแบบปกติแบบที่บ้านน้ำจะกระเด็นแบบ 360 องศา เสื้อผ้าที่แขวนไว้เปียกไม่เหลือให้ใส่แน่นอนจ้าา ขาไปเราไม่ได้อาบบนรถไฟเพราะอาบมาจากบ้านแล้ว(ขนาดมาเกือบไม่ทันก็ยังมีเวลาอาบน้ำอีกนะ) ได้มาลองอาบตอนขากลับ

pop_%e0%b9%91%e0%b9%97%e0%b9%90%e0%b9%91%e0%b9%93%e0%b9%91_0001
เครื่องทำน้ำอุ่น ของจริงสวยกว่านี้นะ

มือถือหาย

ตอนนอนเราได้นอนชั้นบนซึ่งก็ไม่ต่างอะไรมากกับชั้นล่าง แค่ความสูงมีให้น้อยกว่า(ใครตัวสูงแบบผมก็จะลำบากกว่านิดหน่อย) และไม่มีที่วางของเหมือนชั้นล่าง ราคาจึงต่างกัน แต่ไม่ได้ concern สักเท่าไหร่ เราอยู่ง่ายกินง่ายอยู่แล้ว ก่อนนอนเราก็ไม่ลืมที่จะทดลองใช้ปลั๊ก 220v ชาร์จโทรศัพท์ไว้แล้วก็เล่นไปเพลินๆ(นิสัยไม่ดี ตูมตามมางานงอกอีก) รู้ตัวอีกทีก็ถึงศรีสะเกษแล้ว ก็เช็คโทรศัพท์ก่อนเลย แต่บระเจ้า!!! โทรศัพท์หายจ้าาา เลยนั่งระลึกชาติก่อนเลยว่าเราเอาไปไว้ที่ไหนหรือปล่าว ตื่นมากลางดึกแล้วเก็บไว้ในกระเป๋าหรือปล่าว ก็ไม่นะ เลยชัวร์แล้วว่าตัวเองหลับคาโทรศัพท์ดังนั้นคงหาตำแหน่งโทรศัพท์ไม่ได้แน่ๆ แต่มันควรจะอยู่แถวๆนี้สิ นี่สินะที่ว่าไม่ควรเล่นโทรศัพท์เวลาจะนอน แสดงว่าเราคงเพลียจากงาน+ตื่นเต้นกลัวไม่ทันรถจนหลับไปกับโทรศัพท์แน่เลย ไม่รู้โทรศัพท์หล่นใส่หน้าหรือปล่าว ก็วุ่นอยู่ในที่นอนประมาณ 10 นาทีก็ไม่ได้อะไร

เลยแง้มม่านออกมาด้วยท่าทางที่เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น(รักษาฟอร์มนิดนึง) ก็เจอพนักงานนั่งอยู่ที่ห้องพักของเค้า ซึ่งจะอยู่ที่หัวของตู้โดยสาร ห้องพักของเค้าจะเป็นแบบนั่งเท่านั้นคงออกแบบมาไม่ให้นอนจะได้ดูแลผู้เดินทางได้ตลอดเวลา แต่ก็มีช่องให้อ่านหนังสือหรือวางแขนได้สบายๆอยู่ น้องเจ้าหน้าที่ก็หันมาถามด้วยความเป็นห่วงว่า “มีอะไรหรือครับ” ผมก็รักษาท่าทีต่อไปแล้วค่อยเอ่ยปากอันง่วงๆว่า “โทรศัพท์…” คำท้ายๆพูดไม่รู้เรื่องละมันง่วงอยู่ 555 แต่น้องเค้าก็เข้าใจได้ด้วยสัญชาตญาณนักแก้ปริศนารายการเวทีทอง น้องเค้าก็หันไปในห้องทำงานแล้วกลับออกมากับของที่อยู่ในมือสีดำๆคลับคล้ายคลับคลาว่าเป็นเคสโทรศัพท์ของเรา และแล้วมันก็…“ใช่เลย” พระเจ้าช่วย กล้วยป้าแช่ม นั้นมันน้อง LG Nexus5 ในตำนานของเรา ตัดมาที่น้องพนักงาน เค้าก็อธิบายว่ามีผู้โดยสารเค้าเดินมาเข้าห้องน้ำแล้วเก็บได้ที่พื้นบริเวณที่คุณนอนนี้แหละ โอ้ว เรานี้โล่งอกแล้วก็ขอบคุณน้องพนักงานและเดินไปขอบคุณพี่ที่เก็บได้ แสดงว่ายังมีบุญอยู่บ้างนะเรา ก็เป็นประสบการณ์ชีวิตว่าไม่ควรเล่นมือมือก่อนนอนบนรถนอนจ้า 555 จากนั้นก็นั่งรอไม่นานก็ถึงปลายทางของเรา สถานีอุบลราชธานี

25600128_๑๗๐๑๓๐_0086.jpg
ถึงแล้วจ้าสถานีอุบลราชธานี

เดินทางให้มันส์สุดใจ มอเตอร์ไซค์(เช่า)ต้องมี

เล่ามาถึงตอนนี้ก็ขอแนะนำตัว “ป๊อป” เพื่อนผู้เป็นกำลังหลักในการติดต่อร้านเช่ามอเตอร์ไซค์, นำทาง และแบกของในทริปนี้ ถ้าขาดป๊อปไปคงลำบากกันน่าดู ส่วนผม “ข้าวโอ๊ต” ก็เป็นลูกทริปเดินตามคนอื่นๆไปเรื่อยๆ ไม่ใช่แระ!!! บทผมน่าจะมีมากกว่านี้สินะ ป๊อปก็ให้ผมนำทางในเส้นทางไกลๆ ไม่ซับซ้อน ส่วนมากจะอยู่นอกเมืองและถ่ายภาพเบื้องหลังในมุมที่เค้าไม่ถ่ายกัน ฮาๆ ส่วนคนอื่นๆผมจะแนะนำเมื่อถึงบทของเค้านะครับ อิอิ

ดังนั้นการเดินทางครั้งนี้ป๊อปทำการบ้านมาดี(แน่นอน หมอนี้มันคือมันสมองของกลุ่มนี่นา ฮาๆ) ได้ทำการติดต่อเช่ารถไว้ล่วงหน้าแล้ว 4 คัน พอนั่งรถไฟมาถึงปลายทางก็นั่งสองแถวต่อเข้ามาในเมืองคนละ 10 บาท แล้วก็เดินเท้าไปเรื่อยๆก็จะเจอร้านเช่าละ ชื่อร้าน “เจ เจ รถเช่า”

16143559_719267784904525_3371804366905500809_o.jpg
Jay Jay

ใครสนใจลองเข้าไปทักได้ที่เพจเค้าเลยจ้า (รูปนี้ก็ไปเอาจากเพจเค้า) พอเดินไปถึงหน้าร้านทุกคนก็สตั้นไป 3 วิเพราะร้านยังไม่เปิด ตอนไปถึงก็ประมาณ 7 โมงแล้วนะ แต่สักพักเจ้าของร้านก็เดินออกมา สภาพเหมือนยังไม่ได้อาบน้ำ แต่เค้าสวยอยู่ 555 (ขอแซวนิดนึงนะ อิอิ) เจ้าของร้านขอเตรียมรถให้อีกสักครู่ระหว่างรอก็ให้ไปทานข้าวรอก่อนก็ได้ ส่วนสัมภาระที่เตรียมมาก็ฝากไว้ในร้านก่อนได้ แล้วเราก็เลยพากันเดินชมเมืองไปทานข้าวแถวๆโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ สั่งกระเพราะหมูไข่ดาว รสชาติใช้ได้เลยทีเดียว ข้างๆร้านข้าวก็มีชาพยอมอยู่ด้วยเลยจัดไปคนละแก้ว แต่ก่อนสั่งข้าวเราก็ใช้ระบบกองกลางคือออกเงินมาคนละ 1,000 แล้วมีค่าใช้จ่ายอะไรก็ใช้จากตรงนี้แหละ พอทานข้าวเสร็จก็เดินกลับมาคุยเรื่องรถกันต่อ

ป๊อปก็ทำหน้าที่เซนเอกสารสัญญาต่างๆ แล้วก็จ่ายค่าเช่าที่ 250บาท/คัน/วัน และมันจำคันละ 1,000 บาท โดยเราได้เช่ารถทั้งหมด 4 คัน ได้ฟีโน่ปีล่าสุด 3 คัน และ TTX 1 คัน ซึ่งผมก็ได้ขับเจ้า TTX นี่แหละเพราะไม่ค่อยได้เห็นมันเท่าไหร่ ขับฟีโน่มาบ่อยแล้ว อยากลองรุ่นอื่นๆบ้าง แต่ฟีโน่ 3 คันนั้น เจ้าของร้านบอกว่าเป็นรถใหม่หมดเลย(ยกเว้น TTX) สังเกตุได้จากท้ายรถไม่มีป้ายทะเบียน เพราะเก็บไว้ใต้เบาะ ยังไม่มีเวลาติดป้ายเลยทีเดียว เอาหละรถพร้อมคนพร้อม เราก็หยิบหมวกกันน็อค แล้วเตรียมข้าวของมัดด้วยสายรัดสำหรับรัดของไว้ที่ท้ายรถแล้วออกเดินทางกันต่อไป

IMG_20170128_095626.jpg
แวะดู Google map ระหว่างทาง

*ค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นก็ต้องมีการบันทึกรายจ่ายซึ่งก็ขาดไม่ได้เลยสำหรับคนนี้ จึงขอแนะนำผู้ที่หลงเข้ามาอ่านให้รู้จัก “บิ๋ม” สาวสวยนักจดมากความสามารถ เธอทำหน้าที่ได้ดีมาก โดยเฉพาะตอนเงินกองกลางไม่พอก็ขอเพิ่มอีกคนละ 200 บ.ก็ผลงานเธอนี้แหละ 555

สถานีต่อไป “แม่น้ำสองสี” (ตรงไหน)

ก่อนออกเดินทางเราก็ไม่ลืมเสื้อแขนยาว, ปลอกแขน, ครีมกันแดด, แว่นตากันแดด, ถุงมือขับรถ และสายรัดของ เรียกว่าพร้อมสุดๆแระ อากาศกำลังดีเลยทีเดียว ระยะทางจากร้านเช่ารถจนถึงแม่น้ำสองสีก็ประมาณ 82 กิโลเมตร ก็ไม่ไกลเท่าไหร่  ระยะทางประมาณนี้ก็เอาการเหมือนกัน  ที่สำคัญเรามีสมาชิกสำคัญอีกคนนึงที่หัวเราะได้ซะใจที่สุดเค้าคนนี้ชื่อว่าจิ๊บ แต่ทริปนี้คงไม่จิ๊บๆและคงหัวเราะไม่ออกแน่ๆเพราะเค้าต้องขับรถมอเตอร์ไซค์ทั้งๆที่ไม่เคยขับมาก่อน แต่โชคดีที่มีประสบการณ์จากจักรยานมาก่อน และรถก็เป็นเกียร์ออโต้ด้วย เลยเรียนรู้ไม่ยากมาก สรุปว่าทริปนี้จิ๊บอัพเลเวลจาก 0 เป็น 99 เรียบร้อย เก่งมากๆ ระหว่างทางเราก็มีแวะพักบ้างนิดหน่อยเพื่อดูแผนที่ให้แน่ใจและเช็คสมาชิกว่าไหวหรือปล่าว สุดท้ายเราก็ไปถึงปลายทางที่วัดโขงเจียม จุดชมแม่น้ำสองสี ที่ทุกคนก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “มันสองสีตรงไหน ฟร๊ะ!!!” (มันเหลือน้ำไว้ให้ดูก็บุญแล้วแหละ) 555 แต่ก็ไม่เป็นไร คุณค่าของการเดินทางไม่อยู่ที่ปลายทาง แต่อยู่ที่วิวและมิตรภาพระหว่างการเดินทางต่างหาก (หล่อปะละ จำเค้ามาอีกที)

This slideshow requires JavaScript.

เราถ่ายรูปเล่นกันสักพักก็มากราบพระประธานในโบสถ์วัดโขงเจียมเพื่อเป็นสิริมงคลในการเดินทางทริปนี้กันสักหน่อย

BiiM_๑๗๐๒๐๒_0355.jpg

จากนั้นก็แวะไปหาร้านเครื่องดื่มให้สดชื่น ซึ่งตอนขับรถเข้ามาก็ผ่านร้านนี้อยู่แล้ว ขาออกไปเราจึงลองไปแวะร้านที่ชื่อว่า “ONCE UPON A TIME” ร้านนี้มี 2 ชั้น ตกแต่งแบบวิถีชุมชนผสมความโมเดิร์นเข้าไปแบบชิคๆ ไม่รู้ศัพท์อาร์ตๆเค้าจะเรียกว่าอะไร แต่ก็ลงตัวเลยทีเดียว ระหว่างดื่มด่ำไปกับเครื่องดื่มและการหามุมถ่ายรูป บ้างก็เซลฟี่กันตามประสา ก็ได้มีพี่จากไหนไม่รู้เล่นเครื่องดนตรีอยู่บนชั้นสอง ทีแรกก็เป่าแคน สักพักก็เล่นพิณ แล้วยังเล่นโหวตต่ออีก เมพขิงๆ ดีนะไม่มีโปงลาง ตอนที่เราไป ร้านก็กำลังทำ PR กันอยู่ เลยมีคนมีถ่ายรูปมุมนั้นมุมนี้ หยิบแก้วมาจัด Position จัดแสง เราก็ขอ PR ช่วยเลอ facebook, wongnai, blog โดยรวมแล้วชอบร้านนี้มากๆ

This slideshow requires JavaScript.

*ถ้าขับรถผ่านจะเห็นป้ายนี้ “Home stay Bike for rent”ชัดเจนกว่า ทีแรกไม่คิดว่าจะเป็นร้านเครื่องดื่ม คิดว่าเป็นห้องพักและเช่าจักรยานเท่านั้นแต่เพื่อนที่มาด้วยตาดี ไม่งั้นคงอดมาชิมเครื่องดื่มที่นี่แน่ๆ

img_20170128_124716

สถานีต่อไป “จุดกางเต๊นท์” ผาแต้ม

ห่างจากแม่น้ำสองสีประมาณ 19 กิโลเมตร ก่อนไปถึงจะมีปั๊มน้ำมันท้องถิ่นอยู่เราก็แวะเติมน้ำมันเฉลี่ยคันละ 100 บาท ขับไปอีกสักพักจะมีร้านซ่อมรถเราก็แวะเติมลม ซึ่งประทับใจพี่เจ้าของร้านมากเค้าไม่คิดเงิน เข้าใจว่าต่างจังหวัดเค้าก็ไม่คิดกันอยู่แล้ว (บ้านผมก็เปิดร้านซ่อมรถก็ไม่คิดเงิน แต่พักหลังๆเริ่มคิดแระ) พอขอบคุณพี่เค้าเสร็จแล้วก็ออกเดินทางต่อจนถึงจุดกางเต้นท์ ทางเข้าอุทยานจะมีด่านเก็บเงินอยู่ 20 บ./คน + 40บ./รถมอเตอร์ไซค์ สรุปทั้งทีมเสียไป 280 บาท แล้วเราจะได้บัตรเพื่อยืนยันว่าเราจ่ายแล้วเวลาเราออกไปข้างนอกจะได้ไม่ต้องเสียตังอีกรอบ ก่อนถึงจุดกางเต้นท์ถ้ามองไปซ้ายมือเราจะเห็นเสาเฉลียง แต่เราไม่แวะ 555 ไปหาที่นอนก่อนดีกว่าเพราะนี้ก็บ่ายสามแล้ว เราเอาเต้นท์มา 2 อัน เลยต้องเช่าเพิ่มอีกอันนึง ซึ่งของที่นี่เค้าคิดราคาที่ 250 บาท นอนสบายๆไม่รวมสัมภาระได้ 3 คน ถ้ามีสัมภาระแบบผม 2 คนก็พอดีๆ ถ้าเอาหมอน ที่รองนอนเพิ่มก็คิดอีกนิดหน่อย เดี๋ยวผมเพิ่มรายละเอียดค่าใช้จ่ายให้ช่วงท้ายๆนะครับ การจ่ายเงินต้องรอตอนเย็นๆจะมีเจ้าหน้าที่มาเก็บค่าเต้นท์และอุปกรณ์อื่นๆ ระหว่างนี้เราก็เลือกเต๊นท์และทำเลได้เลย ส่วนห้องน้ำก็เพียงพอและสะอาดพอสมควร (สายรัดของก็สามารถอแดปมาเป็นราวตากผ้าได้ด้วยการรัดเข้ากับต้นไม้ใกล้ๆ) จากนั้นเราก็ออกเดินทางไปน้ำตกที่ใกล้ที่นี่ที่สุดคือ “น้ำตกสร้อยสวรรค์” มันต้องสวยเหมือนตกมาจากสวรรค์สินะ พอกลับมาเราจะได้มาเจอเจ้าหน้าที่แล้วเคลีย์ค่าที่พักกัน

*จุดนี้ไม่มีรูปมาฝากเลย อารมณ์ทุกคนคือบัพ “อยากไปเที่ยว” ลืมเรื่องถ่ายรูปกันทุกคน 555

น้ำตกสร้อยสวรรค์ สู้ๆซ่าๆ

ห่างจากจุดกางเต๊นท์ประมาณ 19 กิโลเมตรก็จะถึงน้ำตกสร้อยสวรรค์ บรรยากาศตอนที่ขับรถกำลังดี ใส่แค่เสื้อกันลมก็เพียงพอ พอขับมาถึงก็จะมีด่านและที่จอดรถ ตรงนี้ต้องจอดรถเท่านั้น ขับเลยด่านไม่ได้นะจ๊ะ (ถามมาแล้ว) แล้วก็แสดงบัตรที่ได้จากผาแต้มให้เค้าดูว่าเราจ่ายแล้วนะ จากนั้นเราก็เดินเท้าเข้าไปอีกประมาณ 2 กิโลเมตร (รวมทางลงที่เป็นหินแล้ว) ระหว่างทางเราก็หลงระเริงกับแนวต้นไผ่เขียวๆตัดกับวิวใบไม้แห้งเทาๆส้มๆ

BiiM_๑๗๐๒๐๒_0311.jpg
หมีที่กินไผ่อิ่มแล้ว
img_20170128_160220-01
เบื้องหลังการถ่ายรูปหมีอีกตัวนึง
BiiM_๑๗๐๒๐๒_0313.jpg
หมี 4 ตัวที่แนวทางเดิน (อีกตัวถ่ายรูปอยู่)
biim_%e0%b9%91%e0%b9%97%e0%b9%90%e0%b9%92%e0%b9%90%e0%b9%92_0305
ใกล้จะถึงทางลงไปน้ำตกละ

เดินไปสักพักเราจะเห็นทางลงซึ่งเป็นหิน ซึ่งก็เดินไม่ลำบากสักเท่าไหร่ แต่ทุกคนก็สงสัยว่าไม่เห็นมีเสียงน้ำเลย เกรงว่าคงอยู่ไกล คือไม่อยากเดินไกลเพราะอุทยานปิด 17.00 น. อยากมีเวลาถ่ายรูปนานๆหน่อย แต่ก็เดินสักพักไม่เกิน 7 นาทีก็ถึงแล้ว ภาพที่เห็นตรงหน้าช่างซู่ซ่ายิ่งนัก

pano_20170128_161708

นั้นแหละครับท่านผู้ชมว่าทำไมเราถึงไม่ได้ยินเสียงน้ำตกจากระยะไกล น้ำมันมีแค่นี้จีๆ น้ำตาจีไหล ท่อปะปาที่บ้านแตกยังแรงกว่าอีก 555 ก็อย่างว่า ปลายทางไม่สำคัญ ระหว่างทางเราสนุกกับมันก็พอโน๊ะ มีเวลาถ่ายภาพไม่นานมากแต่ก็พอใจได้ภาพมาเยอะพอสมควร

pop_๑๗๐๑๓๑_0091.jpg
เบื้องหน้านางแบบผ่าน foreground เป็นดอกหญ้าเบลอๆ
img_20170128_164219
เบื้องหลังมีหญ้าแค่กระจุกนี้แหละ 555

BiiM_๑๗๐๒๐๒_0279.jpg

BiiM_๑๗๐๒๐๒_0284.jpg

biim_%e0%b9%91%e0%b9%97%e0%b9%90%e0%b9%92%e0%b9%90%e0%b9%92_0284-animation

เอาหละถ่ายรูปเสร็จแล้วก็เดินขึ้นกลับมาทางเดิม แต่บอกเลยว่าขึ้นมาแล้วแต่ละคนโอดโอยเลยทีเดียว ตอนลงเป็นเด็ก 15 ขวบ ตอนขึ้นกลายเป็น 51 ขวบซะงั้นเลยมานั่งพักถ่ายรูปกันอีกสักหน่อยตรงป้ายน้ำตก

BiiM_๑๗๐๒๐๒_0265.jpg
พอถ่ายรูปกลับมีแรง ยิ้มได้ยังกะกินกระทิงแดงมา 10 ขวด

พักถ่ายรูปจนหายเหนื่อยก็เดินกลับออกมา แต่แสงอ่อนๆอุ่นๆยามเย็นกลับสาดส่องไปที่ต้นไผ่เขียวๆอีกแล้ว แต่ครั้งนี้กลับสวยกว่าเดิม เลยอดไม่ได้ที่จะเข้าไปเก็บภาพมาอีกใบ

This slideshow requires JavaScript.

หลังจากที่หลุดจากต้นไผ่นี้มาได้แล้วก็ขับรถมอเตอร์ไซค์เช่าของเรากลับมาที่จุดกางเต๊นท์ แต่เดี๋ยวๆแสงสวยๆแบบนี้ก็ต้องถ่ายกันอีกสักใบสินะ ผมขอตั้งชื่อภาพนี้ว่า “มิตรภาพของวินมอเตอร์ไซค์น้ำตกสร้อยสวรรค์” ละกันนะครับ

เอาหละได้เวลากลับจริงๆสักที เราก็ขับกลับมาทางเดิม ดวงอาทิตย์ก็ใกล้ลับขอบฟ้า แสงสีส้มเข้มๆเริ่มมา ภาพที่ได้นี้จึงเป็นฝีมือของ “เก่ง หรือ วิไล” ที่เราเรียกกันจนติดปาก สมาชิกคนสุดท้ายของทริปนี้ บทบาทเด่นของเธอคือการถ่ายรูปในเวลาที่คนอื่นถ่ายไม่ได้อย่างเช่นตอนขับรถ เพราะเธอเป็นคนเดียวที่นั่งซ้อนท้ายคนอื่นอยู่โดยซ้อนบิ๋มเหรัญญิกของทริปนี้นี่เอง

This slideshow requires JavaScript.

ถ่ายดาวล้านดวง

บรรยากาศสองข้างทางระหว่างการขับรถกลับจุดกลางเต้นท์ดีมากๆ แล้วเราก็ขับมาจนถึงตลาดนัดก่อนถึงด่านเข้าจุดกางเต๊นท์จึงแวะซื้อของตุนไว้ทานก่อนนอน ซึ่งตลาดก็ใกล้จะวายแล้ว นี้มันเวลาประมาณหกโมงเย็นเองนี้น่า สงสัยคนที่นี่เค้านอนเร็ว เราเลยมีเวลาช็อปปิ่งได้ไม่นานก็เดินมาทานข้าวเย็นที่ร้านอาหารใกล้ๆตลาดนัด เสร็จแล้วก็เดินทางเข้าจุดกางเต๊นท์ อาบน้ำอาบท่าให้เรียบร้อยแล้วสะพายกล้องขับรถเช่าคู่ใจของพวกเรามาที่เสาเฉลียง จุดไคล์แมกซ์ของเรา สถานที่ที่เราไม่แวะตอนช่วงบ่ายที่เพิ่งมาถึง ซึ่งตอนที่มาถ่ายรูปก็มืดมากถึงมากที่สุดชนิดที่ว่าถ้าไม่ส่องไฟฉายใส่เสาเฉลียงก็ไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่ตรงนั้น เมื่อพร้อมแล้วเราก็กางขาตั้งกล้องปรับรูรับแสง, Speed shutter, ISO ให้เรียบร้อย แล้วเล็งเลนส์กล้องไปที่หมู่ดาวที่เราคุ้นเคยกันมากที่สุดคือ หมู่ดาวนายพราน, สุนัขใหญ่ และสุนัขเล็ก เพราะมันคือหมู่ดาวที่สักเกตุที่ง่ายมากๆ และที่สำคัญใครที่ชอบดูดาวเหมือนผมก็คงนะรู้แล้วแหละว่าต้องได้ภาพ “สามเหลี่ยมฤดูหนาว” มาแน่ๆ แน่นอนครับเราไม่พลาดจัดไปกับรูปแรก

pop_%e0%b9%91%e0%b9%97%e0%b9%90%e0%b9%91%e0%b9%93%e0%b9%91_0281

การตั้งค่ากล้องที่เราใช้

Speed shutter: 30 sec
F-Stop: 2.8
ISO: 1000

จริงๆลองปรับ ISO ไปได้ถึง 2000 เลยนะ แต่เราขอเลือกรูปนี้ละกัน ระหว่างรอ Speed shutter 30 วิ เราก็เม้ากันไปมาสักพักเริ่มเห็นเครื่องบินพาณิชย์บินผ่านเลยสอยมาอีกหลายๆภาพ

biim_%e0%b9%91%e0%b9%97%e0%b9%90%e0%b9%92%e0%b9%90%e0%b9%92_0236
เส้นมุมบนขวานั้นแหละเครื่องบิน
biim_%e0%b9%91%e0%b9%97%e0%b9%90%e0%b9%92%e0%b9%90%e0%b9%92_0234
อันนี้มา 2 ลำเลย
biim_%e0%b9%91%e0%b9%97%e0%b9%90%e0%b9%92%e0%b9%90%e0%b9%92_0235
อันนี้ออกแนวหลอน เพราะมีคนเดินตัดหน้ากล้อง 555

สองรูปสุดท้ายเราได้เปลี่ยนมุมกล้องมาที่ทิศเหนือเพื่อถ่ายดาวลูกไก่(กระจุดตรงกลางภาพ), ดวงแดงๆเยื้องไปอีกนิดเป็นดาวอัลติบาเรน(Aldebaran)หรือดาวตาวัว อยู่ในกลุ่มดาววัว(Taurus) หนึ่งใน 12 ดาวจักราศี และดาวสีแดงๆเยื้องไปจนเกือบสุดภาพคือดาวบีเทลจุส(Betelgeuse) อยู่ในกลุ่มดาวนายพรานหรือคนไทยจะเรียกดาวกลุ่มนี้กว่าดาวเต่า โดยบีเทลจุสจะอยู่ในตำแหน่งไหล่นายพราน เอาหละเราเรียนดาราศาสตร์กันพอหอมปากหอมคอ และต้องขอบคุณแอพ Star chart ที่ทำให้เราหาตำแหน่งต่างๆได้แม่นยำขึ้น ซึ่งเมื่อก่อนผมก็ใช้แผนที่ดาวอะแหละ ยอมรับว่าสมัยนี้สบายมากๆมีแอพบนมือถือเลยทีเดียว

และสักพักก็มีอีกกลุ่มมาถ่ายรูปดาวเหมือนกลุ่มเราเลย สังเกตุจากการตั้งขาตั้งกล้อง และคงไม่มีอะไรให้ถ่ายนอกจากดาวเพราะมันมืดมาก คงไม่มาเซลฟี่แถวนี้แน่นอน เมื่อเราอิ่มเอมจากการถ่ายรูปดาวที่ตั้งหน้าตั้งตารอคอยกันมาหลายวัน ก็ถึงเวลาเข้านอนกันแล้ว ราตรีสวัสทุกคนครับ

สำผัสแสงแรกก่อนใคร(ในไทย)ที่ “ผาแต้ม”

จริงๆแล้วก่อนนอนเราก็มานั่งกินลูกชิ้นที่ซื้อมาจากตลาดนัดกันก่อน อากาศในเต๊นท์เมื่อคืนนี้ก็ดีมากๆ นอนในถุงนอน+ใส่เสื้อกันหนาวอีกชั้นนึง ส่วนอุณหภูมินอกเต๊นท์ต่ำสุดประมาณ 16 องศาเซลเซียส เราเลยตื่นขึ้นมาตอนเช้าตรู่อย่างสดชื่นในตอนเช้าของวันที่ 29 มกราคม ซึ่งเป็นวันที่จะเดินทางกลับกัน เรานัดกันตื่นนอนที่เวลา 05.30 น. เพราะเมื่อคืนเราเช็คเวลาพระอาทิตย์ขึ้นกันแล้วว่าจะขึ้นที่เวลาประมาณ 06.30 น. หลังจากล้างหน้าแปรงฟันอะไรเรียบร้อย เราก็รีบขับรถไปผาแต้มทันที คนไม่มากไม่น้อย บางคนอยู่ในสภาพมีผ้าห่มพันรอบตัว อารมณ์แบบว่า “ชั้นมานอนรอพี่ที่ผาแต้มทุกวันเรยนะ” ระหว่างรอพระอาทิตย์ขึ้นเราก็ตั้งขาตั้งกล้องถ่ายรูปเพื่อนๆไปเรื่อยๆ และตั้ง iPhone ในโหมด Time lapse เล็งไปที่จุดที่พระอาทิตย์จะขึ้น เพื่อความชัวร์ผมก็ใช้แอพ Start chart เช็คตำแหน่งอีกที ละนี้คือเทคโนโลยีล่าสุดของขาตั้งกล้อง iPhone ของทีมเรา(โปรดสังเกตุที่ขวามือของรูปข้างล่าง)

IMG_20170129_065953-01.jpeg
สีขาตั้งกล้องเข้ากับสีเสื้อของนางแบบเลยทีเดียว

บรรยากาศโดยรอบ

img_20170129_065028-01

biim_%e0%b9%91%e0%b9%97%e0%b9%90%e0%b9%92%e0%b9%90%e0%b9%92_0197
เลยแม่น้ำโขงนี้ไปก็ประเทศลาวแล้ว

“บรรยากาศแบบ 360 องศา”

เมื่อชาร์จพลังงานรับแสงแรกจากดวงอาทิตย์เสร็จแล้วเราก็เดินทางไปตามหาภาพเขียนสีทั้งๆที่ยังไม่ได้อาบน้ำกันสักคน ก็หาทางลงกันอยู่นานสองนานสุดท้ายก็เจอป้ายนำทาง ให้เราเดินไปตามป้ายไปเรื่อยๆสักพักก็จะเจอภาพเขียนสีซึ่งมีอยู่ประมาณ 3 จุด และทางที่เราเดินไปจะเป็นลักษณะวนกลับมาที่จุดชมพระอาทิตย์ระยะทางรวมระยะทางประมาณ 3.8 กิโลเมตร ถ้าไม่แกร่งหรือมีเวลาน้อย แนะนำให้เดินกลับไปทางเดิมจะดีกว่า เพราะกว่าทีมผมจะเดินทางมาถึงปลายทางก็อ่อนเปลี้ยเพลียแรงกันไปแทบทุกคน ยกเว้นผมยังไหวอยู่ ฮาๆ ได้ภาพมาฝากประมาณนี้จ้าา

img_20170129_072435
ทางลงไปชมภาพเขียนสี
25600131_%e0%b9%91%e0%b9%97%e0%b9%90%e0%b9%91%e0%b9%93%e0%b9%91_0011
ภาพเขียนสี
biim_%e0%b9%91%e0%b9%97%e0%b9%90%e0%b9%92%e0%b9%90%e0%b9%92_0165
มีแผ่นหินอ่อนสลักสัญลักษณ์ว่าสมเด็จพระเทพฯท่านเคยมาที่นี่
biim_%e0%b9%91%e0%b9%97%e0%b9%90%e0%b9%92%e0%b9%90%e0%b9%92_0161
พักเหนื่อยระหว่างทาง

25600131_%e0%b9%91%e0%b9%97%e0%b9%90%e0%b9%91%e0%b9%93%e0%b9%91_0018

biim_%e0%b9%91%e0%b9%97%e0%b9%90%e0%b9%92%e0%b9%90%e0%b9%92_0130
หน้าผาที่เป็นจุดถ่ายภาพยนต์เรื่องอเล็กซานเดอร์มหาราช

biim_%e0%b9%91%e0%b9%97%e0%b9%90%e0%b9%92%e0%b9%90%e0%b9%92_0135

pop_%e0%b9%91%e0%b9%97%e0%b9%90%e0%b9%91%e0%b9%93%e0%b9%91_0171

biim_%e0%b9%91%e0%b9%97%e0%b9%90%e0%b9%92%e0%b9%90%e0%b9%92_0150

biim_%e0%b9%91%e0%b9%97%e0%b9%90%e0%b9%92%e0%b9%90%e0%b9%92_0147

biim_%e0%b9%91%e0%b9%97%e0%b9%90%e0%b9%92%e0%b9%90%e0%b9%92_0107

biim_%e0%b9%91%e0%b9%97%e0%b9%90%e0%b9%92%e0%b9%90%e0%b9%92_0137
ใกล้ถึงแล้ว ลองมองไปกลางๆภาพจะเห็นถนนที่เราขับรถขึ้นมา ซึ่งคดเคี้ยวสวยมาก
biim_%e0%b9%91%e0%b9%97%e0%b9%90%e0%b9%92%e0%b9%90%e0%b9%92_0106
ถึงปลายทางแล้ว
pop_%e0%b9%91%e0%b9%97%e0%b9%90%e0%b9%91%e0%b9%93%e0%b9%91_0154
มองผ่านเลนส์

เสร็จจากการเดินรอบผาแต้ม เราก็พักเติมพลังที่ร้านเครื่องดื่มใกล้ๆกันสักครู่แล้วออกเดินทางมาที่จุดกางเต๊นท์กันต่อเพื่ออาบน้ำ, เก็บเต๊นท์และเคลียร์ทุกอย่างให้เรียบร้อยก่อนออกเดินทางไปสถานที่ต่อไป ซึ่งเวลาก็ผ่านไปอย่างรวดเร็วจนต้องไปทานข้าวเช้ากับข้าวเที่ยงพร้อมกันที่สถานที่ต่อไป

พักทานอาหารที่ “เขื่อนสิรินธร”

ก่อนถึงเขื่อนสิริธรเราก็แวะถ่ายรูปอีกใบที่สะพานข้ามแม่น้ำมูล(ไม่มีชื่อสะพาน) วิวดีแต่ร้อนไปนิด ส่วนผมก็ทำหน้าที่นำขบวนยาวไปเรื่อยๆ โดยมีบางจังหวะที่ป๊อปก็มาสลับบ้าง

biim_%e0%b9%91%e0%b9%97%e0%b9%90%e0%b9%92%e0%b9%90%e0%b9%92_0080

ขับรถมาถึงเขื่อนสิรินธรก็ได้เวลาทานข้าวเที่ยงพอดี ที่นั้นมีศูนย์อาหารอยู่ให้เราไปนั่งที่โต๊ะได้เลยสักครู่จะมีพนักงานมาจดรายการอาหาร(ทีแรกนึกว่าเป็นร้านแบบข้าวราดแกง) อาหารที่นี่ก็อร่อยใช้ได้เลย ภาพข้างล่างนี้เร่งสีผ่านแอพ Snapseed

เมื่ออิ่มแล้วก็ไปเก็บภาพที่สันเขื่อนต่อ ซึ่งห้ามขับมอเตอร์ไซค์เข้ามาเน้อ เราเลยต้องเดินเท้าเข้ามากัน แต่ก็ถ่ายได้ไม่นานเพราะแดดแรงมากกกก ก.ไก่ล้านตัว

biim_%e0%b9%91%e0%b9%97%e0%b9%90%e0%b9%92%e0%b9%90%e0%b9%92_0075biim_%e0%b9%91%e0%b9%97%e0%b9%90%e0%b9%92%e0%b9%90%e0%b9%92_0076biim_%e0%b9%91%e0%b9%97%e0%b9%90%e0%b9%92%e0%b9%90%e0%b9%92_0056biim_%e0%b9%91%e0%b9%97%e0%b9%90%e0%b9%92%e0%b9%90%e0%b9%92_0066-animation

แก่งสะพือ กับน้ำที่หายไป

หลังจากถ่ายรูปที่สันเขื่อนสิริธรอันร้อนแรงจากแดดที่แผดเผาเสร็จแล้ว เราก็ขับรถมุ่งหน้าเข้าเมืองเพื่อนำรถไปส่งคืนที่ร้านเช่ารถ แต่เราก็คิดว่าอยากหาที่เที่ยวอีกสักที่ที่อยู่ระหว่างทางกลับ เราเลยเปิด Google map และแผนที่ท่องเที่ยวที่หยิบติดมือมาจากร้าน One upon a time ได้ลงมติกันอย่างเป็นประชาธิปไตยว่า จะไปแก่งสะพือ เราขับรถกันสักพักด้วยความเร็วเฉลี่ยเท่าๆเดิมคือ 70 กิโลเมตร/ชั่วโมง โดยผมยังเป็นผู้นำขบวนอยู่ บรรยากาศการขับรถครั้งนี้ต่างจากครั้งก่อนๆเพราะเป็นช่วงเย็นและต้องขับต้านทานกับแสงแดดที่ส่องมาตรงหน้าของเรา เพราะเรากำลังขับมุ่งตรงไปทางทิศตะวันตก แม้เราจะใส่แว่นกันแดดก็ช่วยลดแสงได้ดีมาก แต่ไม่สามารถลดทอนความง่วงไปได้เลย เพราะเราขับทางไกล แบบนิ่งๆเรื่อยๆ ผมจึงต้องคิดค้นวิธีแก้ง่วงในแบบฉบับของตัวเองคือ ส่งรอยยิ้มค้างไว้ไปตลอดทาง เรียกได้ว่าเป็น แป๊ะยิ้ม” เลย นาทีนั้นไม่คิดว่าต้องอายใครเพราะคนที่ขับรถผ่านก็คงเจอเราแค่ครั้งเดียวและไม่มีทางจำเราได้หรอก 555 (กลัวหลับในมากกว่า) แต่ใครจะรู้ว่าเพื่อนที่ขับรถตามหลังมาเค้ามองมาที่กระจกส่องหลังของรถเรา พอจอดรถมันก็มาถามว่า “เป็นไรหรอยิ้มตลอดทางเลย” เราเลยขำๆแล้วตอบกลับไปว่าแก้ง่วงๆ ใครจะเอาไปทำตามก็ได้นะครับ ไม่จดลิขสิทธิ์ อิอิ

เอาหละสุดท้ายก็ขับรถมาถึงแก่งสะพือแบบปลอดภัยไร้ความบาดเจ็บ แต่ก็มาเจอเรื่องเซอร์ไพร์สที่ทุกคนต้องร้อง ว้าว โอ้ว Goddddd ก็คือ เราดูไม่ออกว่านี้มันคือแก่งสะพือ ลองดูรูปในเว็บกันก่อน

kaeng-saphue2
paiduaykan.com
kaengsapue03
www.touronthai.com
original-1403187071976
static1-velaeasy.readyplanet.com

แล้วมาดูสิ่งที่เราเจอบ้าง

biim_%e0%b9%91%e0%b9%97%e0%b9%90%e0%b9%92%e0%b9%90%e0%b9%92_0030biim_%e0%b9%91%e0%b9%97%e0%b9%90%e0%b9%92%e0%b9%90%e0%b9%92_0055biim_%e0%b9%91%e0%b9%97%e0%b9%90%e0%b9%92%e0%b9%90%e0%b9%92_0044biim_%e0%b9%91%e0%b9%97%e0%b9%90%e0%b9%92%e0%b9%90%e0%b9%92_0043

ดูสิครับท่านผู้ช๊ม ไม่เหลือความเป็นแก่งเบย เราน่าจะมาผิดช่วงอะนะ แต่ก็นะ สไตล์การเที่ยวของเราไม่เครียดกับเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว เหมือนเราได้รับประสบการณ์ที่แปลกใหม่มากกว่า 555 (ปลอบใจตัวเองว่าไม่เป็นไร ไม่เป็นอะไร) เราเลยถือโอกาสเดินสำรวจพื้นที่เหมือนลงสำรวจพื้นที่ประสบภัยความแห้งแล้งโดยท่านนายกอบต.ป๊อปและคณะทีมงาน

เมื่อเราสำรวจความแห้งแล้งเรียบร้อยแล้วเราก็ Relax กันต่อ

pop_%e0%b9%91%e0%b9%97%e0%b9%90%e0%b9%91%e0%b9%93%e0%b9%91_0280pop_%e0%b9%91%e0%b9%97%e0%b9%90%e0%b9%91%e0%b9%93%e0%b9%91_0277pop_%e0%b9%91%e0%b9%97%e0%b9%90%e0%b9%91%e0%b9%93%e0%b9%91_0239pop_%e0%b9%91%e0%b9%97%e0%b9%90%e0%b9%91%e0%b9%93%e0%b9%91_0209pop_%e0%b9%91%e0%b9%97%e0%b9%90%e0%b9%91%e0%b9%93%e0%b9%91_0262pop_%e0%b9%91%e0%b9%97%e0%b9%90%e0%b9%91%e0%b9%93%e0%b9%91_0258pop_%e0%b9%91%e0%b9%97%e0%b9%90%e0%b9%91%e0%b9%93%e0%b9%91_0260biim_%e0%b9%91%e0%b9%97%e0%b9%90%e0%b9%92%e0%b9%90%e0%b9%92_0023

น่าเสียดายที่วิไลหมดสภาพไปแล้ว ไม่สามารถมาร่วมคณะสำรวจของเราได้ เลยนั่งพักอยู่ในร่มไปก่อน เอาหละ ถ่ายรูปพอหอมปากหอมคอเรียบร้อยแล้วเราก็ออกเดินทางมุ่งตรงสู่ร้านเช่ารถโดยผมก็ยังนำขบวนอยู่เหมือนเดิม ด้วยความที่เข้าเขตชุมชนแล้วความซับซ้อนจะมากขึ้นผมจึงนำทางผิดซะงั้น เลยให้ป๊อปนำทางไปเลย ฮาๆ แต่ก่อนจะถึงร้านเช่ารถเราก็ต้องเติมน้ำมันให้เต็มถังก่อน เพราะตอนที่เราขับออกมาจากร้านเช่ารภ เจ้าของร้านได้เติมน้ำมันให้เต็มถังทุกคันแล้ว ตอนจะส่งรถคืนร้านก็ต้องเติมให้เต็มเช่นกันจ้าา (หรือพูดง่ายๆว่าออกค่าน้ำมันกันเองเน้อ)

พอเติมน้ำมันในปั๊มที่ตัวเมืองเสร็จเราก็แวะพักดื่มอะไรเย็นๆกันก่อนที่ร้านอเมซอนกันสักพัก แล้วแวะร้านของฝากสักหน่อย ซึ่งเราก็แวะร้านหมูยอ จำชื่อร้านไม่ได้แล้ว เสร็จแล้วเราก็คืนรถเสร็จสรรพรับมัดจำคืน แล้วเดินไปโบก Taxi เพื่อไปที่สถานีรถไฟซึ่งเราได้ทิ้งวิไลพร้อมกับสัมภาระไว้เรียบร้อยแล้ว วิไลเลยทำหน้าที่เฝ้าสัมภาระที่สถานีรถไฟไปด้วย เราคืนรถเสร็จเวลาประมาณหกโมงเย็นซึ่งทำเวลาดีมาก เพราะรถไฟขากลับล้อหมุนตอน 19.00 น. ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดีจ้าา

ลาแล้วอุบลราชธานีที่รัก

ไม่รู้จะตั้งหัวข้อว่ายังไงดี เลยจัดแบบนิยายรักยุคคุณพ่อไปก่อน ขากลับนี้เราได้ถือโอกาสลองไปใช้ตู้เสบียงกันดูบ้าง เพราะตอนขามาอุบลเรานอนเป็นหลัก ขากลับเรายังพอมีเวลาปาร์ตี้มาม่ากันสักหน่อย บวกกับเราต้องเคลียร์อาหารให้แบกกลับไปน้อยที่สุดเพราะยังมีขนมก๊อปแก๊บ, ปลากระป๋อง, องุ่น, ฯลฯ ที่ยังทานกันไม่หมด รวมถึงหนมเนืองที่ซื้อจากร้านของฝากขึ้นมาทานกัน ซึ่งการกินแหนมเนืองแบบปกติบ้านๆเราต้องมีมีดเอาไว้หั่นมะม่วง, พริก, แหนมเนือง(ที่เป็นหมูแท่งๆ), ฯลฯ แต่เราไม่ได้หยิบมีดมาจากตู้ที่เรานอน เลยต้องงัดวิชาลูกเสือสำรองขึ้นมาด้วยการใช้ฝาปิดปลากระป๋องอันแหลมคมมาหั่นสิ่งต่างๆแทนมีด และยังมีอีกอย่างที่เป็นปัญหาคือที่่รองน้ำใส่แผ่นแป้ง อันนี้เราก็เอาแผ่นพลาสติกจากถุงแหนมเนืองมาปิดถ้วยมาม่าคัพที่ทานหมดแล้วรัดด้วยหนังยาง จากนั้นก็กดพลาสติกลงให้เกิดความนูนพอที่จะใส่น้ำได้ (ทำไมมันต้องลำบากขนาดนี้ ฮาๆ) ต้องขอบคุณนวัตกรรมใบมีดยีลเลทตราสามแม่ครัวจากท่านอบต.ป๊อป และพลาสติกรองน้ำใส่แป้งจากเหรัญญิกบิ๋มด้วยจ้า ที่ทำให้เราได้กินแหนมเนืองเวอร์ชันย้อนยุคกัน ระหว่างทานไปก็เพิ่งนึกได้ว่าเค้ามีบริการ WiFi ฟรีด้วยนะเออ ความเร็วใช้ได้เลอออ

biim_%e0%b9%91%e0%b9%97%e0%b9%90%e0%b9%92%e0%b9%90%e0%b9%92_0011
มาม่าคัพราคา 25 บาทนะเตง

biim_%e0%b9%91%e0%b9%97%e0%b9%90%e0%b9%92%e0%b9%90%e0%b9%92_0004

biim_%e0%b9%91%e0%b9%97%e0%b9%90%e0%b9%92%e0%b9%90%e0%b9%92_0020
มานั่งรอตั้งแต่รถไฟยังไม่ออก คนเลยไม่ค่อยมี

biim_%e0%b9%91%e0%b9%97%e0%b9%90%e0%b9%92%e0%b9%90%e0%b9%92_0019

สรุป

การเดินทางของเราก็คงต้องขอจบแต่เพียงเท่านี้ ทุกอย่างในทริปนี้อาจไม่ได้หวือหวามากมาย รูปที่ลงเราก็ไม่ได้แต่งเลย (มีบางรูปที่ไม่ไหวจริงๆ เราก็ใช้ Snapseed ช่วยสักหน่อย) แต่ประสบการณ์ที่เราได้รับมีค่ามากๆที่เราได้ร่วมเดินทางไปกับเพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัย หวังว่าการเดินทางของเราจะจุดประกายให้หลายๆคนอยากออกไปผจญโลกภายนอกกันบ้าง เพราะนอกจากเราได้ไปถึงจุดหมายปลายทางของเราแล้ว ระหว่างทางมันจะมีจุดเล็กๆให้เราได้สัมผัสอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นสภาพสังคม บรรยากาศ ฯลฯ ที่ไม่เหมือนที่ที่เราเคยอยู่ และเพราะเราเลือกใช้การเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์ที่อาจจะดูเสี่ยงถ้าเจอเพื่อนร่วมถนนที่ไม่ดี แต่มันก็ทำให้เราได้สัมผัสสายลม แสงแดด หยดน้ำได้เต็มที่ อยากไปช้าไปเร็วเราควบคุมได้  สำหรับผมแล้วมันสุดยอดมากๆ บวกกับการเดินทางด้วยรถไฟอีสานวัตนาหรือรถไฟขบวนใหม่นี้ผมให้คะแนนเต็มไปเลยทั้งเรื่องตรงเวลา ความสะอาด และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ แต่หักนิดหน่อยก็เรื่องการบริการ ซึ่งอันนี้ก็แล้วแต่คนอะโน๊ะ บางคนก็บริการดีมาก บางคนก็ดีน้อย แต่ระดับนี้ผมก็โอเคนะทนไหว ฮาๆ ถ้าได้นั่งชั้น 1 คงจะฟินกว่านี้ (แต่ไม่มีตังแว้ว)

ใครที่อยากออกจาก Comfort zone ลองมาออกเดินทางในแบบของเราได้นะครับ ปกติแล้วเพื่อนกลุ่มนี้ชอบเที่ยวกันอยู่แล้ว ถ้าผมได้ไปด้วยจะกลับมาเล่าให้ฟังให้อ่านกันอีกนะครับ แล้วเราค่อยมาเจอกันใหม่ในทริปหน้า ขอบคุณทุกคนที่ทนอ่านกันจนจบครับ

Let’s travel the world together.

สรุปค่าใช้จ่าย

phatam_trip_price.png
Version PDF คลิกที่นี่จ้า

ใครอ่านแล้วชอบ สามารถเข้าไปกด Like fanpage: Oatrice Story เป็นกำลังใจให้ได้นะครับ ผมกับเพื่อนๆจะได้มีกำลังใจกลับมาเล่าประสบการณ์ให้ฟังเรื่อยๆครับ

ลิงค์อ้างอิง

1. ชื่อรถไฟพระราชทาน
2. ข้อมูลรถโดยสารรุ่นใหม่ (Update)

Advertisements