[Travel] ทริปด่วน ไปดูดาวคนเดียวเปล่าเปลี่ยวหัวใจที่ NARIT แบบไม่ได้วางแผน

จริงๆแล้ววันเสาร์นี้ถ้าไม่มีอะไรทำ ตั้งใจว่าจะไปถอนฟัน 3 ซี่ที่คุณหมอบอกไว้ แต่ด้วยความต๊ะตอนยอนของเรา เลยไถเฟสบุ๊คเล่นๆสัก 5 นาทีก่อนละกัน ไปเจอว่ามีกิจกรรมดูดาวที่เราเคยเล็งไว้แล้ว แต่ตอนนั้นช้าไป เลยอดไป พอลองอ่านวันที่ของรอบนี้ ปรากฎว่าเริ่มวันนี้ตอน 18.00 น. ซึ่งตอนที่ไถเฟสอยู่ก็เที่ยงแล้ว ยังไม่ทันได้คิด ขาของผมก็ก้าวไปที่ตู้เสื้อผ้า แพ็คกระเป๋า ส่วนมือก็ปิดเฟสบุ๊คแล้วโทรเช็ครถทันที ทุกอย่างเป็นไปอย่างอัตโนมัติ ราวกับว่าสมองสูญเสียความควบคุมร่างกายไปแล้ว ทริปนี้จะรอดหรือจะร่วง ไปติดตามกันครับที่ศูนย์วิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ(NARIT) จังหวัดฉะเชิงเทราได้เลยครับ

ยิ่งค่ำก็แสดงว่าเรากำลังเข้าใกล้แสงสว่างยามเช้า นั้นคือคำสอนของคนที่ผมนับถือคนหนึ่ง ในวันที่เรารู้สึกมืดมนจนมองไม่เห็นทางข้างหน้า ท้อแท้จนไม่รู้ว่าเราจะใช้ชีวิตต่ออย่างไร ทั้งหมดนั้นเป็นแค่ของชั่วคราว เช่นเดียวกันกับความสุข ที่พอมันเกิดขึ้นก็อย่าได้เพลิดเพลินกับมันจนเกินไป เพราะมีกลางวัน กลางคืนก็จะเข้ามาแทนที่อยู่ดี ดังนั้นเราควรทำใจให้เป็นกลาง และเตรียมใจรับทุกอย่างที่จะเข้ามาในชีวิตดีกว่า

ต้องบอกก่อนว่าวันนี้สำหรับผมแล้วเป็นวันที่ดีตั้งแต่เช้าเลยที่รู้สึกมีความสุขตั้งแต่ตอนที่ตื่นขึ้น มีพลัง มีกำลังใจที่จะใช้ชีวิตต่อเหมือนปกติ แน่นอนว่าบางวันก็เป็นวันที่มืดมนเช่นกัน ต้องขอบคุณคุณแม่ที่แม้ตัวอยู่ไกล แต่ก็คอยให้กำลังใจอยู่เสมอ รวมถึงเพื่อนๆที่ไว้ใจ เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นเสมอและคอยประคับประคองเราไว้ในเวลาที่เราต้องการกำลังใจ

เข้าเรื่องกันดีกว่า จากที่ได้จั่วหัวไปแล้ว ตอนนี้ผมคงกำลังเก็บกระเป๋าเสื้อผ้าอย่างชำนาญ ซึ่งก็มีแค่เสื้อผ้า 1 ชุด, เพาเวอร์แบงค์, ขวดน้ำคู่ใจ, รองเท้าแตะ, ครีมกันแดดและอุปกรณ์จิปาถะอื่นๆ ส่วนมือก็โทรติดต่อการรถไฟเพื่อ make sure ว่ารอบรถไฟที่เห็นในเว็บไซต์ยังบริการอยู่หรือไม่ เพราะเป็นช่วงโควิด เลยต้องอัพเดทอีกทีเสมอ สุดท้ายผมก็เลือกที่จะนั่ง BTS เพื่อไปขึ้นรถตู้ที่เอกมัย ด้วยความที่ไม่อยากรอรถไฟ อยากไปให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ และหาข้อมูลที่พักระหว่างที่อยู่บน BTS ทั้งจาก Agoda, Traveloga และ AirBnB จนไปเจอ นันทรมย์ โฮเทลใน Traveloka แต่อยากลองคุยกับเจ้าของที่พักดูก่อน เลยหา contact จาก Google map พอได้เบอร์มาแล้วก็กดโทรออกทันใด และขอคำปรึกษาว่า ผมกำลังจะไปดูดาว ไม่แน่ใจว่าที่นี่จะเหมาะที่จะใกล้พอที่จะเดินทางไปมาไหม พี่เพ็ญเจ้าของโรงแรมที่อยู่ปลายสายก็บอกอย่างมั่นใจว่าน้องติดต่อมาถูกที่แล้ว แล้วก็สอบถามข้อมูลอื่นๆกันต่อทั้งเรื่องการเดินทางและอาหารเย็นที่พี่เพ็ญจะทำไว้รอ มาถึงแล้วหิวๆจะได้ทานได้เลย(ดูแลดีมากๆ ตั้งแต่ยังไม่เห็นหน้ากันเลย)

เมนูอาหารที่ส่ังรอได้เลย

กลับมาที่การเดินทาง พอดีว่าพี่เอก(แฟนพี่เพ็ญ)จะมาจากกรุงเทพฯแล้วมาที่โรงแรมพอดี เลยให้ผมนัดเจอกับพี่เอกที่สถานีขนส่งฉะเชิงเทราได้เลย แล้วติดรถพี่เอกเข้ามาที่โรงแรม

แต่ตอนนี้ผมต้องเดินทางออกจากเอกมัยมาที่ตลาดบางวัวก่อน เพราะรถตู้ที่จะไปฉะเชิงเทราตรงๆเลย จะออกตอน 17.00 น.(ถ้าจะไปคันนี้ ไปรถไฟดีกว่า) ผมเลยเลือกรถตู้บางวัวจะได้ออกเดินทางได้ทันทีเลย ค่าเดินทาง 100 บาท พอไปถึงบางวัวก็นั่งวินมอเตอร์ไซค์อีก 3 กิโลเมตร ราคา 30 บาท เพื่อไปที่จุดต่อรถเข้าขนส่งฉะเชิงเทรา ที่จุดรอรถนี้จะมีตลาดเล็กๆให้เรารีบซื้อของกินก่อนรถมาได้ แต่ผมก็มองถนนไว้ตลอดเพราะกลัวตกรถ จุดนี้จะมีทั้งรถตู้และรถสองแถวสีส้ม

จุดต่อรถไปสถานีขนส่งฯฉะเชิงเทรา

ถ้ารีบแนะนำให้ไปรถตู้ แต่ผมเห็นสองแถวมาถึงก่อนเลยโดดขึ้นรถไปเลย ปรากฎว่าไปโดนรถตู้แซงระหว่างทางแล้วก็อยากเขกหัวตัวเอง เพราะสองแถวทั้งช้าและอันตรายจากความที่ต้องโหนอยู่ท้ายรถ จะหล่นลงถนนไปเมื่อไหร่ก็มิอาจทราบได้ แต่ก็รอดชีวิตมาได้จนถึงขนส่งอย่างปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน(แต่ก็แอบแสบแขนจากแดดเผาอยู่นะ) ค่าสองแถว 15 บาท พอจ่ายเสร็จก็โทรหาพี่เอก ซึ่งพี่เอกมารอได้สักพักแล้ว เลยมุ่งหน้าเข้าไปที่โรงแรมกันต่อเลย ระหว่างทางได้มีโอกาสคุยกับพี่เอกหลายเรื่องเลย เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ที่มีคุณภาพมาก ทั้งเรื่องการทำงานและการใช้ชีวิต

พอมาถึงโรงแรม ด้วยความที่พี่เพ็ญค่อนข้างยุ่งกับหลายๆอย่าง เลยทำให้ทำสปาเก็ตตี้ซอสเนื้ออาหารเย็นของผมไม่ทัน แต่ด้วยสปิริตของพี่เพ็ญ เลยให้ผมกินขนมปังรองท้องไปก่อน ผมก็ไม่ติดอะไร เพราะไม่ค่อยหิวบวกกับชอบกินขนมปังอยู่แล้ว พอกินเสร็จ ก็เก็บสัมภาระขึ้นห้องพัก พี่เพ็ญก็อาสาขับรถพาไปส่งที่ศูนย์วิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ(NARIT) ซึ่งห่างจากโรงแรมประมาณ 8 กิโลเมตร โดยมีลูกชายนั่งไปเป็นเพื่อนด้วย ระหว่างทางค่อนข้างมืดนะ ที่พี่เพ็ญเอ็นดูมาส่งก็เพราะมันอันตราย แม้ผมจะบอกว่าปกติก็ขับมอเตอร์ไซค์เที่ยวกันไกลๆกันอยู่แล้ว แต่พอนั่งรถไปเรื่อยๆก็เห็นด้วยกับพี่เพ็ญนะว่า จะมาที่นี่ควรขับรถยนต์มาเองจะปลอดภัยกว่า

ระหว่างทางพี่เพ็ญก็ชวนเม้ามอยไปเรื่อย เพราะพี่เค้าอัธยาศัยดีมาก แนะนำคนที่เข้ามาอ่านให้มาพักกันที่นี่เยอะๆนะครับ แล้วจะประทับใจไม่ต่างจากผมเลย แต่เอารถมาเองด้วยนะ อย่ามาตัวเปล่าแบบผมเด้อ

และแล้วผมก็มาถึงที่ NARIT ตอน 18.30 น. ก็เข้าจุดคัดกรองตามธรรมเนียม แล้วรีบบึ่งไปลานดูดาวกันเลย

ณ ที่ลานดูดาว มีคนมาดูดาวประมาณ 30 กว่าคน กล้องดูดาวขนาดกำลังขยายประมาณ 1200-2000 เท่า ตั้งพื้นอยู่ 4 ตัว และมีเจ้าหน้าที่คอยให้ความรู้เรื่องดาราศาสตร์อีกประมาณ 5-6 คน จริงๆอาจจะมีมากกว่านี้แต่เพราะความมืดจึงจำได้คร่าวๆ (ตรงนี้ไม่มีภาพใดๆ เพราะกล้องมือถือ Samsung A12 กากๆของผมมองไม่เห็นสิ่งใดนอกจากความมืดมิด)

ในหมู่คนที่มาดูดาวส่วนมากจะมาเป็นครอบครัว เด็กเล็กเด็กน้อยต่างก็สนุกสนานกับการส่องกล้องดูดาวที่พี่เจ้าหน้าที่เล็งตำแหน่งดาวไว้ให้แล้ว ผมก็เริ่มไปต่อคิวที่กล้องส่องดาวอังคารก่อน จากนั้นก็มาที่กระจุกดาวเปิดที่อยู่ในกลุ่มดาวสุนัขใหญ่ แล้วก็วนไปอีกกล้องที่ส่องกระจุกดาวเปิดอีกเช่นกันแต่คนละกลุ่มดาว ส่วนกล้องตัวสุดท้ายที่เล็งไปที่ดาวที่สว่างที่สุดคือซีรีอุสหรือซีเรียส(เหมือนชื่อพ่อบุญธรรมของแฮรี่ พอตเตอร์เลย) ซึ่งกล้องตัวที่สี่เป็นกล้องกำลังขยาย 1200 เท่า ที่พี่เจ้าหน้าที่อนุญาตให้เราหมุนเล็งดาวเองตามที่เราสนใจได้เลย ผมกับน้องเอ็ม เด็กน้อยม.3 ที่มากับครอบครัวจากมีนบุรี ก็ได้ช่วยกันเล็งกล้องหาวัตถุบนท้องฟ้าที่น่าสนใจ โดยสิ่งแรกเลยที่ผมเสนอไปคือ เนบิวล่าสว่างใหญ่หรือ Orion nabula ที่ปลายดาบคาดเอวของเข็มขัดนายพราน พวกเราสองคนช่วยกันเล็งอยู่ตั้งนานก็ไม่เจอ(คือมันเล็งยากนะ) แต่สุดท้าย ด้วยความพยายามของน้องเอ็ม เราก็เล็งเจอสิ่งหนึ่งที่มีหน้าตาเหมือนดวงดาว 3 ดวงกระจุกตัวกัน แล้วมีฝ้าอยู่รอบๆคล้ายๆเมฆ แต่ก็ไม่มั่นใจว่าใช่ไหม เลยเรียกพี่หมู วิทยากรหลักของเราในวันนี้มาช่วยเช็คว่าที่เราสองเจอใช่เนบิวล่าไหม ผลปรากฎคือ ถูกต้องจ้า พวกเราสองคนดีใจมาก แต่ต้องยกความเก่งให้น้องเอ็มที่เล็งจนเจอ ส่วนผมยอมแพ้ไปแล้ว เพราะหมุนกล้องจนคอเคล็ด เป็นความประทับใจเล็กๆน้อยๆของวันนี้ที่ได้ร่วมกันตามหาเนบิวล่าครั้งแรกในชีวิต และเห็นด้วยตาตัวเองครั้งแรก ที่ไม่ใช่จากรูปถ่ายจากหนังสือ มันประทับใจจริงๆนะ ถ้าใครจะถ่ายรูปเก็บไว้แนะนำให้ใช้ Huawei, Samsung S6 ขึ้นไป ที่จะมีฟีเจอร์เปิดหน้ากล้องได้นานๆ จะสามารถเก็บแสงจากเนบิวล่าได้สวยมาก iPhone8 ของน้องเอ็มก็ดีกว่าของผมหน่อยนึง แต่ถ้า iPhone ใหม่ๆน่าจะถ่ายได้แล้วละ ส่วนกล้องของผมไม่ต้องพูดเลย มืดสนิทจ้า

Image result for location of orion nabula

ตัวอย่างเนบิวล่าสว่างใหญ่ที่เอามาจาก Google

จากนั้นพวกเราก็ชาเลนจ์ต่อไปโดยการตามหากาแลคซี่แอนโดรเมด้า ซึ่งอันนี้ยากโคตร จนต้องให้พี่หมูมาช่วยเฉลย พอพี่หมูเล็งให้เสร็จสรรพ พวกเราสองคนก็เข้าไปส่องดู ปรากฎว่ามันจางมากจนไม่รู้ว่าคือสิ่งนี้ คือที่ช่วยให้มั่นใจคือองศาและระยะดาวข้างเคียง จากนั้นก็ไปหาอะไรที่ง่ายๆอย่างเช่นดาวอังคารบ้าง น้องเอ็มก็เล็งให้ปาป๊ามาดูอย่างไม่ยากเย็นนัก

นอกจากจะมีกล้องส่องดาวตั้งพื้นแล้ว ยังมีกล้องสองตาให้ลองใช้งานด้วยนะ ก็พอช่วยเล็งวัตถุจำพวกดาวเคราะห์ หรือดาวฤกษ์ที่สว่างๆได้ง่ายและคล่องตัวกว่า แต่ภาพจะสั่นเพราะมือเราสั่นเองนั้นแหละ พี่เจ้าหน้าที่แนะนำว่าถ้าหากซื้อเองควรใช้กำลังขยายไม่เกิน 70 เท่า เพราะถ้ามากกว่ากว่านี้มันจะขยายความสั่นของมือเราเข้าไป ทำให้ภาพที่ได้จะสั่นจนตาลายนั้นเอง

ระหว่างส่องดาว ทีมพี่เจ้าหน้าที่ก็จะบรรยายข้อมูลของดวงดาวที่สำคัญๆ เกร็ดเล็กๆน้อยๆเกี่ยวกับปกรณัมกรีก ต้องบอกว่าพี่เจ้าหน้าที่ที่นี่ทุกคนน่ารักมาก ตอบข้อสงสัยทั้งที่เกี่ยวกับดวงดาวและเรื่องทั่วๆไปอย่างเช่นการทำงานที่ NARIT ได้เป็นอย่างดี น่ารักและเป็นกันเอง เหมือนได้ย้อนกลับมาในวัยเด็กที่มีความสุข สนุกและตื่นเต้นกับการดูดาวมากๆ ต้องขอบคุณพี่หมู, พี่นัด, พี่มุก, พี่แบงค์ และพี่ที่ไม่ได้กล่าวถึงทุกคนด้วยครับ จะหาโอกาสไปรบกวนอีกรอบแน่นอน

ก่อนกลับ พี่ๆได้ให้ปฏิธินดาราศาสตร์มา 1 อัน แต่ขณะที่เขียนบทความนี้ที่กรุงเทพฯก็นึกขึ้นได้ว่า ลืมไว้ที่ใดสักที่นึง น่าจะเป็นโรงแรมหรือไม่ก็ห้องนิทรรศการ(จะพูดถึงได้ช่วงต่อไป) และพี่ๆแนะนำว่า ช่วงที่ดีในการดูดาวคือช่วงเดือนกรกฎาคม เพราะมีดาวเคราะห์ใหญ่ๆอย่างดาวเสาร์หรือดาวพฤหัสฯให้ชม ซึ่งวันที่ผมไปมันอยู่ตำแหน่งเดียวกับดวงอาทิตย์เลยอดดู ดาวเคราะห์ที่ใหญ่ที่สุดที่ดูได้คือดาวอังคารที่แม้จะส่องด้วยกล้องกำลังขยาย 1200 เท่าก็เห็นเท่าหัวปากกา 1 มิลลิเมตร ดังนั้นเตรียมตัวมาดูกันช่วงนั้นกันดีกว่านะ ซึ่งกิจกรรมดูดาวนี้ NARIT จัดทุกวันเสาร์ ถ้าไม่มั่นใจก็ถามใน Fanpage ได้เลย

หลังจากที่ดูดาวกันเต็มอิ่มแล้ว ผมก็ขอตัวกลับประมาณ 21.30 น. ก็ได้ไลน์ให้พี่เพ็ญมารับตามที่ได้คุยกันไว้ก่อนแล้ว ระหว่างรอพี่เพ็ญ ผมได้ลองเข้าไปชมนิทรรศการเพื่อฆ่าเวลา ซึ่งทำได้ดีมาก เพราะหลายๆอย่างยังใหม่กว่าดีกว่าท้องฟ้าจำลองที่เอกมัยมาก ตรงนี้ไม่ขออธิบายมาก ไปดูรูปกันเลยดีกว่า

แสงเลเซอร์ที่จำลองการสะท้อนแสงภายในกล้องโทรทรรศน์แบบสะท้อนแสง

ให้เราลองไปยกแท่งจำลองน้ำหนัก ที่วัตถุมวลเท่ากันไปอยู่บนดาวเคราะห์ดวงต่างๆจะหนักไม่เท่ากัน ดาวพฤหัสฯยกแทบไม่ขึ้นอ่ะ

ชอบอันนี้มากๆ เพราะมันคือกระจกบนดวงจันทร์จำลอง ที่ไม่ได้มีไว้แค่วัดระยะห่างจากโลกเท่านั้น

และนี้คือความจริงที่แท้ทรูของการส่องดาวเสาร์

ยังมีอีกหลายอันที่ผมไม่ได้ถ่ายมา อยากให้มาดูด้วยตาตัวเองดีกว่านะ

หลังจากเดินชมนิทรรศการสักพักพี่เพ็ญก็มารับกลับ พอไปถึงโรงแรม พี่เพ็ญก็จัดแจงอาหารเย็นให้อย่างเร็ว ซึ่งอร่อยมากในราคาแค่ 69 บาท ถูกขนาดนี้มาพักที่นี่เยอะๆเถอะ นี่ไม่ได้ค่าโฆษณาเลยนะเนี้ย(ฮาๆ)

พอหนังท้องตึง หนังตาก็หย่อน ก็ได้เวลาอาบน้ำนอน ที่พักที่นี่ก็ใช้ได้เลยนะ เทียบกับราคา 600 บาทแล้วคุ้มมาก ไม่พูดมากเจ็บคอ ไปดูรูปเอาเองดีกว่า

พอถึงตอนเช้า พี่เพ็ญเห็นผมมานั่งรอแต่เช้าเลยทำข้าวเช้าง่ายๆให้ผมทานฟรีอีก โอ๊ย ดีขนาดนี้ไม่มาไม่แล้วคร้าบบ มาพักที่นี่เถอะคุณณณ

พอทานข้าวเสร็จพี่เพ็ญกับฮานก็อาสาพาไปส่งที่ตลาดบ้านใหม่ เนื่องจากพี่เพ็ญก็อยากไปแวะดูของด้วย ผมก็ลาแยกย้ายจากพี่เพ็ญและฮานที่ตลาดบ้านใหม่

จุดต่อไปของผมก็ด้นสดเอาเลย พอดีเห็นป้ายทางเข้าวัดเทพนิมิตร บวกกับวันนี้เพื่อนชวนนั่งสมาธิออนไลน์ผ่านแอพ Zoom กัน ก็เลยประจวบเหมาะที่จะได้นั่งสมาธิที่วัดนี้ ผมเลยเลือกนั่งในโบสถ์ เพราะคนไม่ค่อยมาสักเท่าไหร่

แลนด์มาร์กหลักของที่นี่คือพระนอน เราสามารถมาสักการะ ทำบุญสร้างหลังคา เสี่ยงเซียมซีได้

พอทำบุญเสร็จ ก็อธิษฐานขอพรให้ Server ของเราทำงานได้นานๆ ไม่พัง ไม่บัก(ฮาๆ) ได้บุญเต็มที่แล้วก็ออกเดินทางย้อนไปทางเดิมเพื่อไปตลาดบ้านใหม่ ที่นี่มีของให้เลือกซื้อมากมาย ทั้งของเล่นเด็ก ของฝาก อาหารหวานคาวต่างๆ เรียกได้ว่ามาที่นี่ทั้งอิ่ม และผ่อนคลายจากบรรยากาศริวแม่น้ำบางปะกงแน่นอน

ลุงที่คอสเพลยเป็นนายจันทร์หนวดเขี้ยวตอนอ่านรีวิวนึกว่าเป็นรูปปั่น พอไปเห็นของจริงต้องนับถือใจแกเลย ยืนตากแดดนานๆให้คนมาถ่ายรูปด้วย ซึ่งเราสามารถหยอดตังใส่กล่องอุดหนุนแกได้นะ

ข้ามสะพานนี้มาแล้วเราจะอดไม่ได้ที่จะเลี้ยวขวาไปตามเสียงเพลงเพื่อไปดูการแสดงรำวงของเหล่าแม่ๆ

จากนั้นก็เดินตามผมมาเรื่อยๆ จนมาถึงร้านก๋วยเตี๋ยวท้ายตลาดวิวติดแม่น้ำบางปะกง อากาศเย็นๆสบาย และผมก็ฝากท้องมื้อเที่ยงไว้ที่นี่กับก๋วยเตี๋ยวท้ายตลาดนี้แหละ

ทานก๋วยเตี๋ยวเสร็จก็เช็ครอบรถไฟ ซึ่งคันที่เร็วที่สุดคือบ่ายสี่ ก็เลยเช็ครถตู้ต่อ ได้เวลา 14.30 น. ผมเลยเลือกที่จะนั่งรถตู้ดีกว่า ซึ่งจะมีรถสองแถวที่หน้าตลาดไปส่งถึงขนส่งเลยในเพียงแค่ราคา 8 บาท

ตอนกลับออกมาจากตลาดผมเพิ่งรู้สึกตัวว่าหูฟังบลูทูชลายน้องแซลลี่หายไป ก็เลยเดินตามหามาเรื่อยๆ มาเจอที่หน้าทางเข้าตลาดเลย คือหล่นตั้งแต่ตอนขาเข้าไปในตลาดอะแหละ เดชะแต้มบุญอันเหลือน้อยยังไม่หมด น้องแซลลี่ยังส่งเสียงได้เหมือนเดิม แต่มอมแมจากการโดนเหยียบแหละ สงสารน้อน

และแล้วก็นั่งรถตู้มาถึงสถานีขนส่งฯเอกมัยเวลา 16.15 น. ด้วยความหิวก็เลยมาสั่งกระเพราร้านเผ็ดมาร์ค ระดับเผ็ดกลาง ค่าเสียหาย 155 บาท จุกๆไป แต่ต้อง take home นะเพราะช่วงนี้ร้านยังต้องระวังเรื่องโควิดอยู่

จากนั้นก็เรียก Line man Taxi มารับกลับบ้าน ก็เป็นอันจบทริปนี้อย่างงดงาม แล้วก็รีบมาปั่นบทความนี้ที่ Let’s say cafe ต่อ (ฟิตจัดๆ ไม่ใช่อะไร กลัวลืมเฉยๆ)

อ่านถึงตรงนี้แล้ว ก็อยากให้ทุกคนได้พักเหนื่อยด้วยการร่วมสนุกตอบคำถามชิงรางวัลโค้ดนั่ง Lineman Taxi Free 100 บาทแบบผม (แนะนำให้ผูก Rabbit Line pay ไว้ด้วยนะ)

คำถามคือ… Blog ที่ผมเคยเขียนเกี่ยวกับการไปเที่ยวที่ปีนัง อยู่บนเว็บไซต์อะไร ในบทความนั้นมีทั้งหมดกี่คอมเม้น ขาลงจาก Pinang hill ผมกินอะไรไปบ้าง รวมราคาเท่าไร่? คนที่ตอบถูกคนแรกรับรางวัลไปเลย (ตอบกันมาเรื่อยๆได้เลย เผื่อคนตอบคนแรกตอบผิด มีลายแทงในสรุปข้างล่างนี้) ถ้าท่านผู้อ่านจะเมตตา กรุณากดไลค์กดติดตาม จะพิจารณาเป็นพิเศษ

สรุป

ทริปนี้ก็เป็นอีกทริปที่ได้เที่ยวคนเดียว ประทับใจทุกครั้งที่ได้ไป ทั้งทริปปีนัง, รถไฟแม่กลอง-อัมพวา และอื่นๆ แต่ก็เป็นทริปที่กะทันหันกว่าทริปก่อนๆมาก เพื่อนๆเลยไม่มีใครตั้งตัวทันเลย แต่ก็นั้นแหละ เมื่อเสียงเรียกจากดวงดาวที่อยู่ในฟากฟ้าไกลเรียกหา เราจะปฏิเสธไปได้อย่างไร

ทริปนี้ต้องขอบคุณพี่เพ็ญมากๆที่ช่วยเหลือหลายอย่างมากโดยเฉพาะการขับรถไปรับไปส่ง ตอน checkout ผมได้ให้จ่ายเงินเกินไปเพื่อเป็นทิปส์ไปจำนวนหนึ่ง แต่พี่เพ็ญก็ทอนมาให้อยู่ดี สรุปว่าผมได้ที่พักบวกอาหาร 1 มื้อในราคา 700 บาท คุ้มจัดๆ อีกทั้งการแชร์ประสบการณ์ การเติบโต การทำตามความฝันของพี่เพ็ญ ก็เป็นแรงบันดาลใจให้ผมอยากทำหลายๆต่อไปอีก ขอบคุณพี่เพ็ญ พี่เอก ฮาน มากๆที่พวกเราได้เจอกัน ไว้มีโอกาสผมก็อยากจะขอตอบแทนบ้างนะครับ บทความนี้ก็ได้แรงบันดาลใจจากเพื่อนใหม่ที่ได้เจอกันในทริปทุกคนโดยเฉพาะพี่เพ็ญ และ NARIT รวมถึงน้องเอ็มและครอบครัวด้วย เลยต้องรีบเขียนก่อนความรู้สึกดีๆจะจางหายไป และขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่ทนอ่านจนจบนะด้วยนะครับ

เสน่ห์ของการไปเที่ยวคนเดียวคือ เราจะเหงา เอ้ย ไม่ใช่สิ เราจะมีเพื่อนใหม่ติดมือมาเสมอ ที่สำคัญช่วงนี้มาเที่ยวแล้วอย่าลืมป้องกันตัวเองด้วยการใส่แมสก์ พกแอลกอฮอลล้างมือ และล้างมือบ่อยๆนะครับ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

Create a free website or blog at WordPress.com.

Up ↑

%d bloggers like this: