[Travel] ทริปดูดาวกับ NARIT สิรินธร เชียงใหม่

เสาร์ที่แล้วเราได้ไปลองเยี่ยมชม NARIT ที่ฉะเชิงเทรา ถัดมาอีก 1 สัปดาห์ ก็เป็นสัปดาห์วาเลนไทน์ เราจึงขอไปที่ Narit อีกที่นึงคือสิรินธร เชียงใหม่ บอกก่อนเลยว่าที่นี่เหนือความคาดหมายมาก จะเป็นอย่างไร มาตามอ่านได้เลยครับ

ทริปนี้ไปที่ไหนบ้าง

  1. Ei-Shin Bar & Cafe
  2. ม่อนแจ่ม
  3. โป่งแยง จังเกิ้ล โคสเตอร์
  4. Mogokoro Teahouse
  5. ส่องกล้องดูดาวเบื้องต้น ที่อุทยานดาราศาสตร์แห่งชาติสิรินธร
  6. ท้องฟ้าจำลอง Fulldome ที่อุทยานดาราศาสตร์แห่งชาติสิรินธร

วันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์

พอเลิกงานปุ๊บ กระเป๋าที่ถูกจัดแจงสัมภาระไว้ส่วนหนึ่งก็เริ่มเช็คความพร้อมอีกรอบก่อนออกเดินทางไปขึ้นรถไฟที่สถานีรถไฟสามเสน ปลายทางของเราอยู่ที่เชียงใหม่ ถึงแม้รถไฟจะเคลื่อนตัวไปไม่นาน แต่ใจเราก็ไปรอที่เชียงใหม่เรียบร้อยแล้ว พรุ่งนี้จะเป็นอย่างไรกันนะ อดใจรอไม่ไหวแล้ว แต่วันนี้ต้องเข้านอนเก็บแรงไว้ใช้พรุ่งนี้ก่อนสินะ ราตรีสวัสครับทุกคน

วันศุกร์ที่ 12 กุมภาพันธ์

เช้าวันนี้อากาศดีมาก เหมือนที่เคยดูรีวิวของ blogger คนอื่นๆเลย แม้สายหมอกจะไม่เยอะเท่าหน้าหนาว แต่เพียงเท่านี้ก็ดีพอแล้วที่จะทำให้ผมเผลอยิ้มมุมปากออกมา ผมยังไม่เคยเล่าให้ฟังสินะว่าถึงแม้ผมจะเคยมาภาคเหนือหลายครั้งแล้ว แต่ทริปนี้คือทริปแรกที่ใช้วิธีนั่งรถไฟยาวๆ เป็นสิ่งที่อยากทำมานานแล้ว หลังจากตื่นได้ไม่นานผมก็มาถึงจุดสำคัญของรถไฟสายเหนือนี้ นั้นก็คืออุโมงค์ขุนตาลที่ผมรอคอยมาหลายสิบปีที่เคยเห็นแต่ในหนังสือเรียน วันนี้ได้มาเห็นกับตาตัวเองแล้วทำให้รู้สึกเหมือนได้ Achievement บางอย่างเลยละ พอเลยอุโมค์ไปได้ไม่นานก็เข้าสู่แลนด์มาร์กสำคัญอีกจุดของรถไฟสายเหนือ นั้นก็คือสะพานทาชมพู ที่จริงๆแล้วเป็นสีขาวนะไม่เหมือนชื่อเลย แต่ก็เป็นสะพานรถไฟที่มีเอกลักษณ์อันนึงเลย เพราะสะพานรถไฟปกติจะเป็นสีดำ หลังจากนี้อีกไม่นานรถไฟก็เข้าเทียบชานชลาสถานีเชียงใหม่เป็นที่เรียบร้อย ตอนนี้ท้องไส้ก็คำรามเล็กน้อย ผมเลยเลือกร้านอาหารใกล้ๆสถานีนี้แหละ จัดไปกับข้าวซอย อาหารเหนือมื้อแรกของทริปนี้ รสชาติใช้ได้เลยละ

หลังจากอิ่มหนำสำราญกับไปแล้วก็เดินย้อนมาทางสถานีเล็กน้อยเพื่อมาที่ร้านเช่ามอเตอไซค์ เจ้าของร้านแนะนำดีมาก แนะนำให้มาลองกันได้ครับ เจ้าของร้านแนะนำ Honda wave 110 ให้ผมเพราะผมต้องใช้เส้นทางขึ้นม่อนแจ่ม ที่ถ้าใช้รถ automatic ทั่วไปอาจทำความเร็วได้ไม่ดี ส่วนราคาก็จัดไปที่ 250 บาท/วัน จองไป 3 วัน เลยสุทธิที่ 750 บาท ขับออกมาได้ไม่นานก็แวะเติมน้ำมันเต็มถังไป 120 บาท ซึ่งบอกเลยว่าใช้ได้จนจบทริป 3 วันเลยทีเดียว(รวมระยะทางประมาณ 162 กิโลเมตร)

จุดต่อไปที่ผมจะขอแวะถ่ายรูปเล่นๆสักหน่อยก็คือประตูท่าแพ แล้วก็ไปต่อที่วัดอุโมงค์กันต่อเลย เอกลักษณ์ของที่วัดนี้คือจะมีพระพุทธรูปอยู่ในอุโมงค์ รูปที่ได้ก็เรียกว่าไม่เสียเที่ยวที่แวะมาที่นี่แน่นอนครับ

แวะทำบุญเสร็จแล้วก็ขับรถต่อไปทานข้าวที่ร้านกินอยู่ดีที่น้องในออฟฟิสแนะนำมา เป็นร้านที่ดูเรียบง่ายโทนขาวสะอาดตา เลยทำให้สีของแก้วน้ำที่ค่อนข้างสีเจ็บเบาๆดูโดดเด่นขึ้นมา รสชาติบอกได้คำเดียวว่าคิดถึงกับข้าวที่แม่ทำให้เลย อร่อยมากๆครับ

พอกินมื้อเที่ยงเสร็จแล้ว ร่างกายก็บอกว่าขอเติมกลูโคสนิดหน่อย เลยแวะร้านอิชิน เป็นร้านอาหาร ขนม ที่ตกแต่งสไตล์ญี่ปุ่นแบบญึ่ปุ่นจริงๆ มาแล้วพอจะบรรเทาอาการคิดถึงญี่ปุ่นได้บ้าง 

เติมพลังงานอาหารหวานคาวกันเต็มแม็กซ์แล้ว ก็ได้เวลาแว้นยาวๆ จุดหมายของผมอยู่ที่บ้านท่าจันทร์ใกล้ๆม่อนแจ่มระยะทางประมาณ 32 กิโลเมตร แต่อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาก็เล่นตลกกับผม เมื่อเข็มทิศของมือถือที่ใช้นำทางเกิดเพี้ยนระหว่างทาง ทำให้ผมหลงทิศ ขับรถไปผิดทาง มารู้ตัวอีกทีเพราะเห็นระยะทางที่เหลือที่ควรจะสั้นลงเรื่อยๆกลับยาวขึ้นจาก 8 กิโลเมตร เป็น 14 กิโลเมตร เลยหยุดการใช้โหมด Navigate ของ Google map เป็น โหมดที่เห็นแค่ Direction ก็พอ ซึ่งหมายความว่าผมต้องเดาทิศเอาเองซึ่งก็ไม่ได้ยากอะไร ดีกว่าการใช้เข็มทิศที่เพี้ยนแน่นอน และนั้นก็ทำให้ผมมาถึงที่พักของค่ำคืนนี้ตอนเกือบจะสิ้นแสงตะวัน

เส้นทางที่อยู่บนซ้ายที่เลี้ยวมาทางซ้าย เป็นเส้นที่ผมวิ่งผิดมาหลายสิบกิโลเมตร(เส้นทางแคบและอันตรายด้วย)

“สวัสดีเจ้า” เป็นเสียงสำเนียงเหนือที่ผมได้ยินหลังจากที่เข้าไปทักทายคนที่ดูแลที่พัก ซึ่งน่าจะเป็นคนท้องถิ่นที่นี่ พูดคุยเรื่องราคาที่พักจากนั้นก็สั่งหมูกะทะมากินต่อเลย ค่าเสียหายทั้งหมดก็ 1,579 บาท ซึ่งรอไม่นานหมูกะทะพร้อมเตาแก๊สกระป๋องไซส์พกพาก็มาเสริฟถึงหน้ากระโจมที่พักเลยทีเดียว คืนนี้ก็เป็นอีกคืนที่หลับสบายท่ามกลางความเย็นสบายของม่อนแจ่ม

วันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์

ตื่นเช้ามา หลังจากเก็บภาพพระอาทิตย์ขึ้นพอเป็นพิธี ก็ขับรถต่อมาอีกหน่อยเพื่อขึ้นไปเก็บภาพที่ม่อนแจ่มในส่วนของสวนดอกไม้นานาพรรณ ตรงนี้คงต้องปล่อยให้ภาพอธิบายความหมายน่าจะดีกว่า

เสร็จจากม่อนแจ่มผมก็ขอแวะเล่น Zipline ที่โป่งแยง จังเกิ้ล โค้สเตอร์ต่อสักหน่อย โชคดีหน่อยที่ผมได้ราคาโปรโมชัน คนละ 500 บาทจาก 750 บาท ทีแรกคิดว่าไม่มีอะไร แค่โหนไปโหนมา ความเป็นจริงแล้วมีบางส่วนที่เป็นการโหนลงมาในแนวดิ่ง ซี่งผมแพ้ส่วนนี้มา ร่างกายจะเกรงจนถึงขีดสุดแล้วต้องร้องตะโกนออกมาอย่างไม่อายคนรอบข้าง เรียกได้ว่าได้ปลดปล่อยขั้นสุดเลย ตรงนี้ไม่ได้ถ่ายรูป ใครสนใจคลิกเลยจ้า

หลังจากเล่น Zipline เสร็จก็แวะเติมพลังทานอาหารกลางวัน เพราะที่นี่มีบริการทั้งเครื่องดื่มที่ตรงทางเข้าและร้านอาหารที่ต้องเดินเข้าไปอีกหน่อย ความอร่อยใช้ได้เลย ราคาก็ไม่แพงมาก

อิ่มท้องกันแล้วก็ขับรถยาวๆเข้ามาเช็คอินที่พักแถวๆคำเที่ยง พออาบน้ำให้สดชื่นเสร็จสรรพ เวลาก็เข้าใกล้ช่วงดูดาวกับ NARIT ที่รอคอยแล้ว ผมใช้เวลาขับรถประมาณ 12 นาทีก็ถึง NARIT ละ แสงสนทยาหรือ Twilight กำลังจะลับหายไปทางดอยสุเทพ พระจันทร์เสี้ยวก็ตกคลอยตามพระอาทิตย์ไป แต่ก่อนพระจันทร์จะตกลับไป พี่ๆที่ NARIT ก็ได้ส่องกล้องให้พวกเราเห็นภาพดวงจันทร์ใกล้ๆจนเห็นหลุมดวงจันทร์ผ่านเสี้ยวบางๆได้

ไม่นานหลังจากความมืดมิดได้เข้ามาเยือน ดาวฤกษ์ดวงแรกที่สว่างที่สุดในช่วงนี้ก็เผยออกมาก่อนเพื่อน นั้นคือดาวซีรีอุสที่ได้พูดถึงไปในบทความที่แล้ว พี่ๆก็แพนกล้องที่เหลือมาส่องที่ดาวดวงนี้แทน ภาพที่เห็นก็ยังเล็กอยู่ดี แต่ความสว่างนั้นชัดเจนมาก(แต่ความสัมพันธ์ของเราไม่เห็นชัดเจนเลย เดี๋ยวๆ กลับมาก่อน) ถัดจากนั้นก็ส่องกลุ่มดาวอื่นๆกันต่อรูปแบบจะคล้ายๆที่ฉะเชิงเทราเลย ตัดมาที่จุดที่ผมว่าพีคและแตกต่างจาก NARIT ที่ฉะเชิงเทราดีกว่า สิ่งแรกที่ผมสังเกตุได้เลยก็คือ ความทันสมัยของกล้องโทรทรรศน์ที่นี่ และพีคสุดๆคือเราสามารถส่องเจ้ากล้องโทรทรรศน์ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 70 เซนติเมตรได้ เป็นครั้งแรกของผมเช่นเคยที่ได้ส่องกล้องใหญ่ขนาดนี้ แต่ภาพที่เห็นก็ยังไม่ใหญ่อย่างที่คาดหวังเท่าไหร่ ไม่เหมือนภาพที่ผมเคยเห็นจากหนังสือ พื้นผิวดาวค่อนข้างเบลอๆ แต่เพียงเท่านี้ก็ดีใจแล้ว เอาล่ะ ไปชมภาพกันดีกว่า

ใครที่ดูดาวจนอิ่มใจแล้วเกิดหิวขึ้นมา ก็สามารถแวะทานข้าวในอุทยานดาราศาสตร์ได้ในราคาย่อมเยาว์นะ ผมมาทานประมาณ 20.30 น. ร้านก็เกือบจะเก็บหมดแล้ว สำหรับวันนี้ต้องขอกลับที่พักไปนอนเอาแรงก่อนนะครับ

วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์(วาเลนไทน์)

เช้าวันอาทิตย์วันนี้เป็นวันวาเลนไทน์ด้วยสิ ผมขับรถเข้ามาที่คาเฟ่ในตัวเมือง สังเกตุได้เลยว่าร้านดอกไม้เยอะมาก หนุ่มๆสาวๆก็เยอะไม่แพ้กัน ไม่นานผมก็ถึงร้านเป้าหมายสักที ชื่อร้านว่า Mogokoro Teahouse เป็นร้านสไตล์ญี่ปุ่นอีกแล้ว แต่ที่นี่ค่อนข้าง minimal และสงบกว่าที่แรกมาก เพราะเป็นร้านที่เน้นชาเขียว ผ่อนคลาย สบายๆ ชิวๆ ใครมาเชียงใหม่มาแวะที่นี่ได้ แล้วจะไม่เสียใจเลย

ก่อนออกมาจากที่พักบังเอิญเจอเจ้านายมารอส่งถึงเบาะรถ เลยได้หยอกเจ้านายก่อนลาที่พัก มันน่าเอากลับกทม.ด้วยจริงๆเจ้านี่นะ

เสร็จจากคาเฟ่ชิวๆ ก็ได้เวลาไปแวะต่อที่ NARIT กันอีกรอบ แต่รอบนี้ถึงแม้จะเป็นเวลากลางวัน แต่ NARIT ก็มีท้องฟ้าจำลองให้ทุกคนได้มาดูดาวในเวลากลางวันได้ด้วยละ ที่นี่จะเรียกว่า Fulldome แน่นอนว่าวันนี้ก็มีทั้งครอบครัวน่ารักๆ และคู่หนุ่มสาวก็มาดูดาวกันอย่างคับคั่ง สังเกตุได้จากรอบ 11.00 และ 14.00 เต็มอย่างรวดเร็ว ส่วนผมได้ดูตอน 15.30 น. ที่ได้เข้าชมเพราะรอบนี้เป็นรอบสุดท้ายของวันและต้อง walk-in เท่านั้น ไม่รับจองออนไลน์ แต่ปัญหาคือ พอดูเสร็จ ผมจะมีเวลาขับรถมาสถานีรถไฟให้ทันภายใน 15 นาที พระเจ้าจอร์จยังต้องร้อง เพราะมันเสี่ยงมากๆ บอกเลยว่าแว้นสุดๆ สปอยไปไกลละ ตอนนี้ไปชิวๆกับนิทรรศการถาวรของ NARIT กันก่อนดีกว่า เสร็จแล้วถ้ามีเวลาเหลือก็มาทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่ The planet เพื่อรอเวลาที่ดู Fulldome ได้เลยจ้า

มีเวลาเพลิดเพลินกับนิทรรศการถาวรได้สักพักก็ได้เวลาเข้า Fulldome พอดี โดยเริ่มแรกจะเป็นการแนะนำหมู่ดาวในค่ำคืนนั้นคล้ายๆกับที่เอกมัยเลย หลังจากนั้นก็เป็นภาพยนต์สั้นๆอีก 30 นาที โดยเรื่องที่ได้ดูวันนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับโครงการ Google lunar x prize ที่ให้ผู้สนใจเกี่ยวกับการสำรวจดวงจันทร์ ได้ลองรวบรวมทีมงานเพื่อส่งยานออกสำรวจดวงจันทร์ตามเงื่อนไขที่โครงการกำหนดไว้ ถ้าทำได้จะมีเงินรางวัลให้หลายล้าน USD แล้วแต่ว่าเข้าเงื่อนไขไหน(ตลอดการอยู่ใน Fulldone ไม่สามารถเอา content ที่เขาฉายออกมาได้นะครับ ก็เลยได้แค่ภาพตอนจบก่อนออกมาเท่านั้น) ฟังจนจบผมก็พุ่งตัวออกจาก Fulldome แล้วบิดมอเตอไซค์ออกไปที่สถานีรถไฟอย่างรวดเร็ว

และแล้วก็ถึงสถานีรถไฟอย่างปลอดภัยครบ 32 ประการ ก่อนขึ้นรถก็แวะเอารถมอเตอไซค์ไปคืน พี่ร้านเช่าก็ดีมากก รู้ว่าเรารีบ เค้าก็รีบดำเนินการต่างๆให้เรา ทั้งถอดที่ยึดมือถือออกจากกระจกส่องหลัง และหาบัตรประชาชนมาคืนเราด้วยความเร็วสูง จึงทำให้ผมขึ้นรถไฟได้ทันเวลาพอดี เล่นเอาลุ้นจนหัวใจแทบวายอยู่เหมือนกัน บ๊ายบายนะเชียงใหม่ ไว้เราจะกลับมาใหม่สักเดือนกรกฎาคมแล้วกัน เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงที่น่าดูดาวอีกช่วงนึงเลย และหวังว่าครั้งหน้าจะไม่ต้องรีบร้อนแบบทริปนี้ ขอแบบชิวๆแล้วกันนะ ขอตัวเอนกายพักผ่อนบนรถไฟขบวนที่ 14 ยาวๆจนถึงกรุงเทพก่อนนะครับ ขอบคุณนักอ่านทุกคนที่ทนอ่านจนถึงตอนนี้ครับ ขอให้มีความสุขในเดือนแห่งความรักนะครับ เลิฟๆทุกคน

ปิดท้ายด้วยของที่ระลึกจาก NARIT

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

Create a free website or blog at WordPress.com.

Up ↑

%d bloggers like this: