[Travel] แสงดาว สายลม ลำธาร กาญนะจ๊ะบุรี ที่นี่มีให้คุณครบ

“หากเรายังไม่เสียสิ่งใดไป เราคงไม่เห็นความสำคัญของสิ่งนั้น” เป็นคำที่เข้าใจง่ายไม่ซับซ้อนเลย ผมเองก็ตกอยู่ในสภาวะแบบนี้อยู่บ่อยครั้ง การมาเที่ยวคนเดียวนั้นบางครั้งก็ไม่สนุกนักหรอกนะ บางครั้งก็เหนื่อย บางครั้งก็เหงา คิดถึงเพื่อนๆและครอบครัว บางครั้งก็รู้สึกเหมือนผมกำลังจะเสียสิ่งเหล่านี้ไป แต่ก็นั้นแหละครับ ทุกครั้งที่ได้มาเที่ยวคนเดียวมันย่ิงทำให้ผมเห็นถึงความสำคัญของคนรอบข้างได้มากขึ้น เวิ้นเว้อมาซะนานเลย แค่อยากจะบอกว่ามาอ่านบทความเป็นเพื่อนผมกันเถอะ เพราะนักอ่านทุกคนสำคัญกับผมมากครับ WHO’S UP FOR..?

รอบนี้ผมตั้งใจไปจังหวัดกาญจนบุรีด้วยรถไฟ และเช่นเคยครับ ผมรู้แค่นั้นจริงๆ ในหัวไม่มีข้อมูลมากไปกว่านี้เลย และก็มารู้ตัวทีหลังว่าที่ไม่วางแผนมากไปกว่านี้เพราะอยากกระตุ้นตัวเองให้ออกเดินทางให้เร็วที่สุด ถ้าคิดเยอะกว่านี้จะเริ่มปวดหัวและหมดไฟในการออกไปเที่ยวซะงั้น(ไม่ควรเอาอย่าง ที่ดีควรวางแผนดีๆนะ)

ใครที่มีเวลาอ่านน้อยดูคลิปสั้นๆเรียกน้ำย่อยไปก่อนได้เลย ส่วนใครมีเวลาเหลือดูคลิปจบก็มาเก็บรายละเอียดต่อด้านล่างคลิปเลยจ้า

หลังจากที่โทรเช็ครอบรถไฟให้แน่นอนแล้ว ผมก็ออกเดินทางไปขึ้นรถเม์สาย 509 ที่อนุสาวรีย์ฝั่งราชวิถี นั่งไปสักพักก็ไปลงที่ป้ายบางขุนนท์ แล้วเดินต่ออีก 300 เมตร ก็จะถึงสถานีรถไฟธนบุรี คนที่มารอคิวซื้อตั๋วค่อนข้างเยอะเลย อาจเป็นเพราะวันนี้เป็นวันศุกร์นักขัตฤกษ์ผู้คนเลยชอบออกมาเที่ยว หลังจากที่จ่ายค่าตั๋วรถไฟไปสถานีน้ำตกในรอบ 7.45 น. ซึ่งเป็นปลายทางของทางรถไฟสายมรณะในราคา 39 บาท

เสียงท้องร้องได้คำรามเป็นระยะ เนื่องจากยังไม่ได้ทานข้าวเช้าเลย แต่ด้วยหัวใจนักสำรวจ ผมเลยเดินรอบๆตลาดข้างๆสถานีรถไฟก่อน เผื่อจะเจอของน่ากิน สุดท้ายก็เดินมาจนถึงตู้เอทีเอ็มสีเขียว เลยกดเงินมาเผื่อไว้ก่อน แล้วเดินต่อไปอีกหน่อยที่ร้านก๋วยเตี๋ยวใกล้ๆร้านค้าสะดวกซื้อ

ผมนั่งทานก๋วยเตี๋ยวพร้อมกับนั่งเลือกกองทุนไปพลางๆ แต่คงเพลินไปหน่อย ผมตื่นจากภวังค์อีกทีก็ตอนที่ได้ยินเสียงหวูดรถไฟแล้ว สกิลแก้ปัญหาเฉพาะหน้าก็ตื่นขึ้นอย่าง Passive โดยที่ไม่ต้องมีใครบอก ผมรีบเดินไปจ่ายตังแล้วพุ่งตัวไปทางสถานีอย่างรวดเร็ว ภาพที่เห็นตรงหน้าคือรถไฟที่กำลังเคลื่อนตัวออกจากสถานีธนบุรี เอาละสิ จะทำยังไงต่อดีนะ โชคยังเข้าข้าง แถวๆนั้นมีพี่วินยืนเท่ๆราวกับว่ารอเราอยู่แล้ว ผมเลยพูดเหมือนประโยคในละครหลังข่าวที่เคยดูเมื่อสมัยเด็ก

“ตามรถไฟไปเลยเพ่”
ซึ่งก็เข้าทางพี่วินทันทีที่รีบตบเกียร์บิดข้างเร่งไปอย่างรวดเร็วจนแซงหน้ารถไฟไปได้ไม่นาน และแล้วผมก็มาถึงสถานีรถไฟตลิ่งชัน ความพีคยังไม่จบเท่านั้น พี่วินคนเดิมบอกผมด้วยเสียงที่ฟังไม่ค่อยชัด แต่ผมเข้าใจว่าประตูทางเข้าสถานีอยู่ข้างหน้าให้เดินตรงหน้าไป ผมก็คนซื่อเดินตามไป ปรากฎว่าไม่ใช่!!!

รถไฟก็เข้าเทียบชานชลาตลิ่งชันพอดี ผมรีบวิ่งย้อนกลับมาทางเดิมทันที แรงกระแทกจากการวิ่งทำให้หมวกและหมอนรองคอหล่นไปกลางทาง(เวรละ) แต่ตอนนั้นผมไม่รู้สึกตัว มารู้อีกทีตอนพี่ยามไปเก็บให้(ต้องขอบคุณพี่มากๆ) รวมถึงนายสถานีคนนึงที่เห็นผมตั้งแต่ตอนเดินไปผิดทางที่วอไปหยุดรถไฟให้รอผมด้วย และแล้วผมก็ได้ขึ้นเจ้ารถไฟสายมรณะที่รอคอยได้สักทีในสภาพที่หายใจหอบสุดๆ ค่าเสียหายของการนั่งวินมาคือ 60 บาท

รถไฟขบวนนี้เป็นแบบชั้นสามพัดลมล้วนๆ ผู้ร่วมเดินทางคนอื่นๆก็มากันไม่น้อย แต่ยังพอมีที่ว่างเหลือให้นั่งบ้าง ผมนั่งพักให้ร่างกายกลับสู่ภาวะปกติพร้อมๆกับชมบรรยากาศสองข้างทางที่รถไฟค่อยๆเคลื่อนที่ผ่าน และแล้วเพื่อนร่วมทางที่นั่งด้วยกันก็ลงไประหว่างทาง ทำให้ผมได้เพื่อนใหม่เป็นครอบครัวชาวญี่ปุ่น หัวหน้าครอบครัวชื่อคุณมาซากิ มาพร้อมกับลูกสาวคนพี่ชื่อซาราดะ(ผมน่าจะจำผิดแน่ๆ เพราะเป็นชื่อที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน) ส่วนคนน้องชายชื่อโซซึเกะ(คนนี้จำแม่นเลย) ส่วนคุณแม่นั่งอยู่อีกฝั่งเพราะโซนผมเต็มแล้ว(ผมบอกให้มานั่งด้วยกันแล้ว แต่คงด้วยความเกรงใจสไตล์คนญี่ปุ่นเขาเลยตอบปฏิเสธผมไป) หลังจากถามไถ่ชื่อแซ่กันไปผมก็หาเรื่องชวนคุยไปเรื่อย เลยได้รู้ว่ามาซากิซังพาครอบครัวมาเที่ยว ซึ่งมาอยู่ไทยได้ 2 ปีแล้ว และหาที่เที่ยวที่พักแถวๆสถานีรถไฟถ้ำกระแซ เราก็ยังคุยกันไปตลอดทาง ถามไถ่ทั้งเรื่องวัฒนธรรม, ความเป็นอยู่ยุคสงครามโลก, ฮิโรชิมา นางาซากิในปัจจุบัน รวมถึง Deamon slayer ที่น้องโซซึเกะใส่เสื้อลายเซนอิซึมาด้วย การได้พบกับความน่ารักของครอบครัวนี้ทำให้ช่วงเวลาบนรถไฟอันยาวนานผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่ผมคงต้องขอจบเรื่องราวของมาซากิซังไว้เพียงเท่านี้ก่อน เพราะเดี๋ยวเนื้อหาทั้งหมดจะยาวเกินไปครับ

ระหว่างทางที่คงจะไม่เล่าถึงคงไม่ได้นั้นก็คือทางรถไฟบริเวณถ้ำกระแซ ที่ค่อนข้างเป็นจุดขายของรถไฟสายนี้เลย ในช่วงนั้นหลายคนคงเสียวๆกันบ้าง เพราะเป็นโครงสร้างสะพานที่ทำด้วยไม้ แต่ปัจจุบันก็มีการเสริมตอม่อคอนกรีตเข้าไปบ้างแล้ว แต่ความมนต์ขลังของมันก็ยังเชิญชวนให้นักเดินทางมาเยี่ยมเยียนมันเรื่อยๆ

และแล้วผมก็มาถึงสถานีปลายทางชื่อน้ำตก คงเป็นชื่อที่เกี่ยวข้องกับน้ำตกที่อยู่ใกล้สถานีที่สุดคือ น้ำตกไทรโยคน้อย ผมลงจากรถไฟมาขึ้นรถสองแถวที่มุ่งหน้าไปที่น้ำตกไทรโยคน้อยนี้เพื่อมาต่อรถไปอุทยานแห่งชาติโทรโยคอีกต่อหนึ่ง ตรงที่ต่อรถนี้จะมีร้านอาหารและร้านของฝากมากมาย ส่วนผมก็พุ่งตัวเข้าไปสั่งอาหารก่อนเลยเพราะเวลานี้ก็เที่ยงแล้ว

ปี๊ดดดดด!!! เสียงแตรรถบัสดังขึ้นหลังจากที่ผมเช็คบิลไปได้ไม่นาน เป็นสัญญาณว่ารถบัสที่จะไปอุทยานมาถึงแล้ว ผมรีบพุ่งตัวเข้าไปในรถบัสอย่างอัตโนมัติ ที่นั่งมีให้เลือกพอสมควร ใช้เวลาไม่ช้าไม่เร็วผมก็ถึงทางเข้าอุทยานที่ห่างจากตัวอุทยานประมาณ 3 กิโลเมตรได้ ตรงนี้เราจะใช้รถตุ๊กๆที่จอดฝั่งตรงข้ามในการเดินทางเข้าอุทยานครับ

พอมาถึงอุทยานผมก็เข้าไปติดต่อทำเรื่องเช่าเต๊นท์แล้วหิ้วมันไปกางแถวๆริมลำธารที่ใกล้ที่สุดเพราะสัมภาระที่เช่ามาทั้งเต๊นท์, เบาะรองนอน, ถุงนอน ทั้งหมดมันหนักมาก พอไปถึงจุดกางเต๊นท์ก็เริ่มกางเลย โชคดีที่มีพี่เจ้าหน้าที่อยู่ใกล้ๆเลยมาช่วยกาง ไม่อย่างนั้นคงไม่ได้นอนแน่ๆ เพราะเป็นเต๊นท์ขนาด 3 คนซึ่งใหญ่กว่าที่เคยกางพอสมควร

หลังจากที่เคลียร์เรื่องที่พักเสร็จก็ได้เวลาออกสำรวจพื้นที่กันแล้วจ้า เริ่มจากใกล้ๆก่อนเลย แถวๆนี้จะมีพุต้นน้ำซึ่งเป็นต้นน้ำของน้ำตกไทรโยคใหญ่และเล็ก และมีคนเล่นน้ำเป็นหย่อมๆ ระหว่างทางเดินไปเราจะผ่านเตาหุงข้าวทหารญี่ปุ่นสมัยสงครามโลกไว้ให้เราพอเห็นภาพความเป็นอยู่ในยุคสงครามโลกบ้าง ส่วนผมก็เดินต่อไปจนถึงน้ำตกไทรโยคใหญ่ที่ไหลไปรวมกับแม่น้ำแควน้อย ตรงนี้จะมีจุดชมวิวให้เราเก็บภาพกับน้ำตกได้ครับ

เดินเลยไปอีกหน่อยเราจะเจอกับสะพานแขวนที่ข้ามแม่น้ำแควน้อยไปอีกฝั่งได้เพื่อให้เราได้ข้ามไปชมวิวอีกฝั่งของแม่น้ำ ซึ่งจะมองเห็นน้ำตกได้เต็มตากว่าฝั่งแรก สองข้างแม่น้ำจะมีแพอาหารและแพที่พักอยู่เป็นระยะ ผมเดินสำรวจแพไปสักพักเลยเลือกล่องเรือชมแม่น้ำซึ่งล่องไปกลับประมาณ 30-40 นาที ช่วงเวลานั้นทำให้ผมลืมความเหนื่อยจากการทำงานเหมือนหลุดไปอยู่อีกโลกหนึ่งได้เลย

ล่องเรือเสร็จก็พอดีกับแสงอาทิตย์อ่อนๆยามเย็นก็ทำให้บรรยากาศยิ่งน่าสนุกขึ้น ผมเลยไปทานข้าวเย็นเพื่อจะได้รีบมานั่งแช่ลำธารก่อนจะไปอาบน้ำต่อ ล่องเรือว่าสบายแล้ว การได้นั่งแช่ในลำธารแบบ Private คนเดียวเป็นอะไรที่หาทำได้ยากอยู่นะ เป็นช่วงเวลาที่ทำให้ได้ชาร์จพลังงงานกลับคืนสู่ร่างกายเพื่อนำไปต่อสู้กับงานที่เรารักต่อไปได้ดีเลยทีเดียว

การอาบน้ำที่นี่แม้จะมียุงตัวใหญ่ๆมารบกวนบ้างแต่ก็ไม่เยอะขนาดน่ารำคาญ มีห้องน้ำเหลือเฝือพร้อมกับเจ้าหน้าที่ที่คอยดูแลความสะอาดด้วยนะ พอผมออกมาจากห้องน้ำก็มืดสนิทพอดี แต่แสงจันทร์วันเพ็ญก็ทำให้รู้ว่าวันนี้เป็นวันพระและวันมาฆบูชาด้วย ผมจึงออกเดินทางล่าดวงจันทร์ด้วยกล้องโทรศัพท์ต่อไป ส่วนขาตั้งกล้องเก่าก็โยนทิ้งหลังจากทริปเชียงใหม่ไปเรียบร้อย ดังนั้นทริปนี้ผมต้องใช้ขาตั้งกล้องธรรมชาติที่สร้างจากกิ่งไม้แห้งและหลักสมดุลแรงของกลศาสตร์นิวตันที่ติดแข้งติดขามาบ้าง(จริงๆคือแค่วางบนกิ่งไม้แหละ แค่เติมให้ดูฉลาดๆ ฮา) เพื่อใช้ในการเก็บภาพเจ้าดวงจันทร์น้อยๆนี้

บรรยากาศวันนี้ช่างน่าเป็นใจบวกกับเพื่อนๆชวนนั่งสมาธิออนไลน์ ผมจึงหาทำเลนั่งสมาธิสักเล็กน้อยแล้วค่อยกลับเข้าเต๊นท์นอน ระหว่างทางกลับเต๊นท์บังเอิญไปเจอน้องแมวขี้อ้อนเลยแวะเล่นด้วย แต่นางอัธยาศัยดี เราจึงฉวยโอกาสลักพาตัวนางมานอนเป็นเพื่อนในเต๊นท์ แต่อยู่ในเต๊นท์ได้สักพักนางก็ร้องเบาๆ ไม่รู้ว่าคิดถึงเพื่อนหรือว่าหิวกันแน่ เสียดายที่ผมไม่มีอาหารให้เจ้านายน้อยเลย ผมจึงจำใจปล่อยเธอออกไปจากเต๊นท์ ส่วนผมก็นอนเดียวดายต่อไป

ผมตื่นขึ้นกลางดึกประมาณตีสอง นั้นไม่ปกติเลย ที่สำคัญคืออากาศหนาวมากแม้จะอยู่ในถุงนอนแล้วก็ตาม มันทำให้ผมหลับๆตื่นๆเป็นระยะ พร้อมกับภาวนาให้แสงแดดยามเช้ารีบสาดส่องมาเสียที ดังนั้นใครที่จะมาช่วงนี้แบบผมอย่าลืมเอาเสื้อกันหน้ามาด้วยนะ

ผมนอนรออยู่ในเต๊นท์จนอุณหภูมิไม่หนาวมากแล้วค่อยออกไปเดินสำรวจอุทยานต่อ เช้านี้ผมไปน้ำตกไทรโยคเล็กและเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ แต่เดินไปได้จนถึงสะพานรถไฟข้ามคลองไทรโยคที่น้ำแห้งขอดหมดแล้ว ส่วนตัวสะพานก็เหลือแค่ตอม่อไว้ให้รำลึกถึงช่วงเวลาในอดีต จากนั้นผมก็ออกเดินต่อ แต่ไปได้ไม่สุดเส้นทางก็ต้องเดินย้อนกลับ เพราะค่อนข้างงงๆกับเส้นทาง บวกกับใกล้จะได้เวลาที่รถไฟจะออกแล้ว เลยรีบกลับมาทานข้าวเช้าและโทรเรียกรถตุ๊กๆคันเดิมเพื่อออกมาที่ปากทางเข้าอุทยาน

รถตุ๊กๆมาส่งที่เดิมที่รถบัสมาส่งเมื่อวาน จากนั้นก็นั่งรอรถบัสคันเดิมที่ร้านอาหารใกล้ๆทางเข้า เจ้าของร้านที่นี่น่ารักมากชวนผมไปทานข้าวด้วย แต่ผมทานมาแล้วเลยบอกปฏิเสธไป จากนั้นเจ้าของร้านก็สั่งกำชับลูกชายวัยประมาณ 20 กว่าๆให้คอยโบกรถบัสให้ผมด้วย แต่วันนี้รถบัสมาช้ากว่าปกติ ทำให้ผมรอประมาณ 1 ชม.เต็มๆ นั้นทำให้ผมน่าจะตกรถไฟ แต่ไม่เป็นไร ผมยังมีแผนสองคือนั่งรถเลยสถานีรถไฟน้ำตกเข้าไปถึงอำเภอเมืองกาญจนบุรี เพื่อไปดักรอที่สถานีกาญจนบุรี หรือจะเปลี่ยนมานั่งรถตู้ที่บขส.ก็ได้ ซึ่งผมเปลี่ยนใจจากรถไฟมาที่บขส.แทน ด้วยเหตุผลง่ายๆคือทนเจออากาศบนรถบัสอันร้อนแรงมานาน เลยอยากเปลี่ยนบรรยากาศบ้างเดี๋ยวจะเพลียเกินไปไม่สมกับมาพักผ่อนหย่อนใจเลย

และแล้วผมก็มาถึงบขส.ตรงนี้ก็เร่งรีบอีกแล้วเพราะรถตู้กำลังจะออก แต่โชคดีว่าคนที่จองตั๋วมายังมาไม่ครบบวกกับยังเหลือเวลาอีกนิดหน่อยให้ผมได้วิ่งไปซื้อขนมปังกับลูกชิ้นแทนอาหารเที่ยงประทังชีวิตไปก่อน รอไม่นานคนก็ครบ ส่วนรถก็เคลื่อนตัวออกจากชานชลา มุ่งหน้าสู่กรุงเทพมหานครเมืองเทพสร้างและเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อต่อสู้กับงาน เก็บเงินและเพื่อที่จะได้มาเที่ยวแบบนี้วนเป็นลูปต่อไป

ทิ้งท้าย

ทริปนี้เป็นอีกทริปที่เดินทางไม่ยาก เตรียมตัวไม่เยอะ และใช้เงินไม่มาก ที่สำคัญคือระหว่างทางได้เจอผู้คนน่ารักๆมากมาย ทั้งครอบครัวคุณมาซากิซัง, เจ้าหน้าที่อุทยานที่มาช่วยกางเต๊นท์, เจ้าของร้านอาหารที่ช่วยโบกรถบัสให้ และอีกหลายคนที่ไม่ได้พูดถึง ทั้งหมดนี้ทำให้ผมอยากเดินทางอีกครั้ง และแม้จะต้องเจอความยากลำบากและการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าบ้าง แต่โดยรวมมันก็สนุก และเมื่อมองย้อนกลับมาผมก็ดีใจที่ไม่ทิ้งตัวเองไว้ที่ห้องทึบๆแล้วออกเดินทางไปในที่ที่ไม่เคยไป ไปเจอผู้คนที่ไม่เคยเจอ และเรื่องราวที่ไม่เคยมีใครพูดถึง ผมคงเริ่มหลงรักการเดินทางมากขึ้นเรื่อยๆแล้วสินะ ขอบคุณนักอ่านทุกคนที่อ่านมาถึงตรงนี้นะครับ ครั้งหน้าผมจะไปที่ไหนกันนะ คงเป็นเรื่องของอนาคตแหละเนอะ ไว้เจอกันทริปหน้า หวังว่าจะได้เอาเรื่องสนุกๆมาเล่าสู่กันฟังอีกนะครับ^^

ค่าใช้จ่าย

รวมๆแล้วประมาณ 1,822 บาท ซึ่งประหยัดได้มากกว่านี้ถ้าเอาเต๊นท์มาเอง ส่วนค่าล่องเรือ 400 บาทครับ(เผื่อใครไม่อยากล่องก็หักออกได้อีก)

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

Blog at WordPress.com.

Up ↑

%d bloggers like this: