ชำแหละนิสัยตัวเองผ่านทฤษฎี Psychosocial development ของ Erik Erikson

จากที่ได้ฟังประวัติและทฤษฎีด้านจิตวิทยาของ Erik Erikson จากช่องพี่หมอจริง แล้วรู้สึกชอบขึ้นมาทันที(ชอบทฤษฎีหรือชอบหมอกันนะ) ความรู้สึกคล้ายๆกับตอนที่เข้าใจทฤษฎีพีระมิดความต้องการของ Maslow เลย ก็คิดว่าอยากเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ขึ้นมา แต่ยังนึกไม่ออกว่าจะเขียนในเชิงไหนดี ผ่านมา 1 วันหลังทาน Branch(Breakfast+Lunch) เลยคิดได้ว่าระหว่างที่ฟังคุณหมอ เราก็คิดตามว่าวัยเด็กของเราถูกอธิบายผ่านทฤษฎีนี้ได้มั้ย ที่สำคัญทฤษฎีนี้เหมาะกับคนที่กำลังจะมีเบบี๋และกำลังฝึกเบบี๋ด้วยละ

ถึงแม้ว่าผมจะชอบจิตวิทยามานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสายจิตวิเคราะห์ของ Sigmund Fraud (เรื่องราวของ Erik นี้ก็อยู่ใน Timeline เดียวกับครอบครัว Fraud ด้วยละ), Carl Jung, จิตวิทยาสำหรับเด็ก และอื่นๆ แต่ยอมรับเลยว่าตั้งแต่ศึกษามา ไม่เคยได้ยินชื่อของ Erik และทฤษฎีของเขามาก่อนเลย และพอได้มาฟังพี่หมอจริงเล่าเลยรู้สึกว่ามันมีประโยชน์มากที่ทำให้เราเข้าใจการพัฒนาของตัวเราเอง และถ้าใครที่กำลังจะมีเบบี๋ จะได้เข้าใจลำดับความคิดของเบบี๋ได้ดีขึ้น ไม่งั้น Expectation ของพ่อแม่กับ Reality อาจไม่ตรงกันแล้วส่งผลเสียกับเด็กๆโดยที่เราไม่ตั้งใจก็ได้ จะเข้าภาษิตพ่อแม่รังแกฉันโดยไม่ตั้งใจไปอีก เช่น ช่วงวัยนึง เด็กอาจจะต้องการความเชื่อใจ แต่พอแม่ดูแลไม่เพียงพอ หรือไปคาดหวังให้เขาเป็นผู้ใหญ่ที่เกินวัย ก็จะส่งผลต่อนิสัยบางอย่างของเด็กจนเก็บไว้ในจิตใต้สำนึก พอโตขึ้นเด็กคนนั้นอาจจะมีพฤติกรรมที่ส่งผลเสียได้ เอาละ ฝอยมาเยอะแล้ว เรามาเข้าเรื่องทีละข้อกันเลยดีกว่า โดยทั้งหมดจะมีอยู่ 8 ขั้นเรียงตามอายุกันเลย

Erik Erikson (1902-1994)

1. Infancy

เป็นช่วงตั้งแต่ทารกแรกเกิดจนถึงประมาณ 2 ขวบ(Range อายุอาจไม่เหมือนกันในหลายๆตำรา แต่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ) เป็นช่วงที่เด็กจะเกิดสิ่งที่เรียกว่า Trust vs Mistrust คือ ความเชื่อใจ หรือจะเลือกไม่เชื่อใจนั้นเอง เป็นช่วงที่ทารกน้อยต้องการความดูแลเอาใจใส่ ไม่ว่าจะเป็นเมื่อหิวก็ต้องการการตอบสนองจากพ่อแม่ให้ป้อนนม, อึฉี่ ต้องการพ่อแม่เปลี่ยนผ้าออมทันที ถ้าหากตอบสนองช้า หรือดูแลช้าทารกจะเกิดความไม่ไว้วางใจต่อโลกหรือสิ่งแวดล้อมรอบตัวเขา และถ้าติดตัวมาตอนโตก็จะไม่ค่อยเชื่อใจผู้คน สิ่งของ หรือแม้แต่ตัวเอง ดังนั้นช่วงเวลานี้คุณพ่อคุณแม่ต้องดูแลเอาใจใส่ให้ดีมากๆเลย ว่ากันว่าเป็นช่วงเวลาทองที่เราจะได้ดูแลคนๆนึงได้มากที่สุดแล้วละ

หลายๆบ้านจะใช้วิธีให้ใครสักคน ลาออกจากงานประจำ อาจจะเป็นคุณพ่อหรือคุณแม่เอง หรือจ้างพี่เลี้ยง ซึ่งผมก็มองว่าเป็นสิ่งที่สำคัญ แสดงถึงการดูแลเอาใจใส่ และน่ายินดีกับฝ่ายที่ได้ใกล้ชิดเด็กๆมาก ที่ยอมเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อสร้างเบบี๋ให้มีพัฒนาการที่ดีที่สุดครับ

โดย Mission ของช่วงวัยนี้คือ Hope หรือความหวังที่จะได้รับการตอบสนองอย่างฉับไวทันใจ จะทำให้ทารกมีพัฒนาการในขั้นต่อๆไปได้ดีนั้นเอง

เล่าถึงตัวผมเองบ้าง ผมคงจำความรู้สึกช่วงนั้นไม่ได้แน่ๆ(ใครจำได้บ้างละ) แต่ถ้าเรา reverse จากตัวตนของเราจากความที่เป็นคนขี้อาย ไม่ค่อยกล้าแสดงออก ไม่มั่นใจในตัวเองมาตั้งแต่เด็กๆแล้ว โดยรวมแล้วไปทางฝั่ง Mistrust มากกว่า ก็เป็นไปได้ว่าการดูแลเอาใจใส่ในวัยเด็กของผมนั้นอาจไม่ทั่วถึงสักหน่อยก็เป็นได้(เป็นแค่ Assumption เนอะไม่ Fact นะ) คงต้องเอาไปถามคุณพ่อคุณแม่ว่าเคยปล่อยให้ร้องไห้นานๆมั้ย(คุ้นๆว่ามีนะ) แต่พอโตขึ้นก็พยายามแก้ไขตัวเองจนมีความมั่นใจมาได้ระดับนึงแล้ว(แต่จะดีกว่ามั้ยถ้าสร้างได้ตั้งแต่เด็ก) ซึ่งผมตอนเด็กๆก็สงสัยมากเลยว่าทำไมเพื่อนๆถึงมีความมั่นใจ เป็นตัวของตัวเองเร็วจัง ผมยังไม่รู้เลยว่าตัวเองเป็นอะไร ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ต่างจากลุงแถวบ้านผมดูแกจะมีความมั่นใจเป็นพิเศษ ให้ลาออกก็ยังไม่ลาออก เดาว่าที่บ้านคงเลี้ยงมาดีแหละเนอะ(มองบน)

2. Early childhood

หรือวัยเด็กตอนต้นนั้นเองหรือช่วงหัดเดิน(Toddler) ช่วงอายุประมาณ 2-3 ขวบ เป็นช่วงที่จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า Autonomy vs Shame and doubt ซึ่งก็คือเป็นช่วงที่เด็กจะมีความมีอิสระ หรือจะขี้อายนั้นเอง เด็กวัยนี้เริ่มที่จะหัดเดิน ออกสำรวจ หัดทานข้าว ใส่เสื้อผ้า อึฉี่ด้วยตัวเอง ถ้าหากเป็นครอบครัวที่มีระเบียบวินัยมากเกินไป พอเด็กๆทำพลาดก็อาจจะลงมือดุด่าว่ากล่าวแรงๆ หรือตี ก็จะทำให้เด็กตอกย้ำตัวเองว่าเป็นคนไม่ได้เรื่อง เรื่องง่ายๆพื้นฐานแค่นี้ยังทำไม่ได้ ส่งผลให้มาทางฝั่ง Shame หรือขี้อายนั้นเอง ดังนั้นทางที่ดีครอบครัวควรค่อยๆสอน ถ้าเด็กไปเข้าห้องน้ำไม่ทันก็แค่ช่วยแก้ปัญหาก็พอ อย่าเพิ่งรุนแรง เช่น พาไปล้างอึในห้องน้ำ ช่วยแต่งตัวบ้าง และถ้าให้กำลังใจด้วยจะยิ่งดีเลย

โดย Mission ของเด็กวัยนี้คือ Will หรือความปรารถนาที่จะทำสิ่งต่างๆนั้นเอง

จำได้ว่าเคยโดนดุว่าใส่เข็มขัดช้า, เข้าห้องน้ำช้าเพราะมัวแต่ถอดเข็มขัด ทั้งๆที่ไม่ต้องถอดหมดก็ได้ เอาเป็นว่าจะโดนดุบ่อยมาก แน่นอนว่ารู้สึกแย่มากเช่นกัน และเกิดความคิดมาว่า แค่ค่อยๆบอกกันดีๆได้ไหม ก็คนมันยังทำไม่เก่ง แต่ด้วยความที่เป็นเด็กเลยทำอะไรไปไม่ได้มากกว่าการร้องไห้เสียใจ ผลข้างเคียงอย่างหนึ่งที่ย้อนแย้งกันคือ ผมเกิดพฤติกรรมเลียนแบบแทนที่จะไม่ทำพลาดแบบเดิม เช่น การดุน้อง หรืออารมณ์เสียง่าย จนได้มาเจอสังคมม.ปลายดีๆ เพื่อนๆมหาวิทยาลัย หรือช่วงวัยทำงาน ที่เจอผู้คนหลากหลาย ทำให้เราค่อยๆเรียนรู้และปรับตัวไปในทางที่ดีขึ้น แต่ก็อย่างว่า นิสัยไม่ดีเหล่านั้นไม่ได้หายไปไหนเลย เพราะมันถูกฝังไปในจิตใต้สำนึกตั้งแต่วัยเด็กไปแล้ว หมายความว่าถ้าหากผมเผลอ ก็อาจจะอารมณ์ร้ายอีกก็ได้ อีกผลข้างเคียงอันนึงก็คือ ไม่ชอบเสียงดัง ไม่ว่าจะเป็นเสียงลูกโป่งแตก เสียงปืน เสียงเครื่องยนต์ เสียงคนโวยวายใส่กัน ผมจะเลือกที่จะเดินออกมาก่อน แทนที่จะอดทนอยู่ในนั้นนานๆ แต่ตอนเด็กๆก็ต้องทนฟังเสียงเครื่องยนต์ดังทุกวัน เพราะที่บ้านเป็นอู่ซ่อมรถ จะย้ายตัวเองไปที่ไหนก็ไม่ได้ และนี้ก็อาจจะเป็นอีกเหตุผลที่ชอบอยู่คนเดียว เพราะกลัวจะทำให้ใครเดือดร้อนด้วย

เป็นวัยที่เด็กอยากลองสิ่งใหม่ๆ ต้องเข้าใจเค้านะ Credit by: Parents One

3. Preschool

มาถึงช่วงก่อนเข้าโรงเรียน เป็นช่วงวัย 3-6 ขวบ จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า Initiative vs Guilt ซึ่งก็คือ การเป็นผู้กล้าคิดริเริ่ม หรือจะเป็นผู้ที่ชอบรู้สึกผิด เป็นช่วงวัยที่เด็กๆจะเริ่มหาอะไรเล่นใหม่ๆ เช่น เล่นกับเพื่อน ทดลองเลียนแบบจากสิ่งที่มองเห็น ลองทำอะไรที่มากกว่าเรื่องพื้นฐานจากข้อที่แล้ว เข้าใจสังคมหรือพ่อแม่ในระดับเบื้องต้น เลยทำให้เชื่อฟังพ่อแม่มากกว่าวัยก่อนหน้านั้น มีการวางแผนเพื่อที่จะทำอะไรบางอย่างง่ายๆให้สำเร็จ(ส่วนมากจะเกี่ยวกับการเล่น) พอเห็นผู้ใหญ่หยิบจับอะไรก็อยากลองทำบ้าง อาจจะมีการเล่นครีมโกนหนวดของพ่อ, เล่น remote TV, เล่นหม้อหุงข้าว ตะหลิว กะทะ, อยากใช้เครื่องสำอางของแม่

ถ้าเด็กวัยนี้โดนห้าม หรือทำโทษที่ไม่สมเหตุสมผลในวัยนี้บ่อยๆ จะทำให้เป็นคนไม่กล้าทำอะไรใหม่ๆ และเกิดความรู้สึกผิดได้ง่าย ถ้ารับมือกับวัยนี้ได้ถูกต้องเหมาะสมคืออธิบายด้วยเหตุผลกับเขาดีๆ ซึ่งอาจจะต้องบอกหลายครั้งหน่อย ซึ่งดีกว่าการลงโทษไปก่อนหรือคอยสนับสนุนให้เขาทำในสิ่งที่อยากทำ(จะได้ไม่หก ไม่เลอะ ไม่ทำพลาดด้วย) จะทำให้เด็กมีความกล้าคิดกล้าทำ มีความรับผิดชอบ เสริมภาวะผู้นำเบื้องต้นได้

Mission ของวัยนี้คือ Purpose แปลว่าวัตถุประสงค์ หรือความหมาย เพราะวัยนี้เริ่มมีการวางแผนที่จะทำบางสิ่งบางอย่างที่มีความหมายเล็กๆน้อยๆสำหรับเขานั้นเอง

ชีวิตส่วนตัวผมในวัยนี้จำได้ว่าเคยทำผิดด้วยการเอาเงินที่ผู้ใหญ่ให้ไว้ในกระเป๋ากางเกงไปซื้อลูกอมที่บ้านเพื่อนมาประมาณ 30 บาท เพราะอยากกินลูกอม ด้วยความไม่รู้คุณค่าของเงินเลยทำให้ซื้อเยอะเกินไป เพราะจริงๆแล้วก็ไม่ได้อยากกินเยอะขนาดนั้น อีกเหตุผลหนึ่งคือความโง่ของเราที่ไม่รู้เรื่องการค้า อยากอุดหนุนเพื่อน วันนั้นพอเล่นกับเพื่อนเสร็จแล้วกลับบ้านก็โดนถามโดนสอบสวน ผมก็ตอบไปตามตรง จึงทำให้โดนตีไปหลายที จนหลอนจนกลัวไปเลย หลังจากเหตุการณ์นั้น ผลกระทบด้านจิตใจคือ ทำให้ผมไม่กล้าพูดความจริงกับที่บ้านอีกเลย เวลาจะไปเล่นกับเพื่อนก็จะแอบหนีไปเล่นโดยไม่บอก และอีกหลายๆวีรกรรมก็จะมีพฤติกรรมปิดบังเยอะมาก แม้แต่เรื่องดีๆ เราก็ไม่กล้าแชร์ให้ที่บ้านฟัง อย่างเช่นชนะการแต่งกลอน, ได้ทุนการศึกษา, เป็นหัวหน้าห้อง เรียกได้ว่าเป็นข้อเสียเยอะมากจริงๆ

4. School period

เป็นช่วงที่เด็กๆเริ่มเข้าโรงเรียนกันแล้ว ช่วงอายุประมาณ 7-12 ปี จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า Industry vs Inferiority คือ เด็กๆจะมีความขยันหมั่นเพียร หรือจะรู้สึกมีปมด้อยหรือถดถอย

พอเด็กๆเริ่มเข้าโรงเรียนก็จะเริ่มเจอสิ่งนี้นอกเหนือจากการเล่นสนุกบ้างแล้วซึ่งก็คือการเรียน ทำโจทย์การบ้าน การรับรู้เวลาและปฏิธิน แนวคิดด้านตรรกะเหตุผล หรือแม้แต่การเข้าสังคมจับกลุ่มกับเพื่อนๆที่มีความชอบหรือบุคลิกคล้ายๆกัน เด็กผู้ชายที่ชอบเล่นผาดโผน หรือเด็กผู้หญิงเรียบร้อยก็จะเล่นด้วยกัน หรือแม้แต่เด็กผู้หญิงที่ชอบเล่นผาดโผนก็อาจจะจับกลุ่มกับเด็กผู้ชายก็ได้ ส่วนเด็กผู้ชายที่เข้าใจความอ่อนโยนของผู้หญิงก็อาจจะเล่นกับเด็กผู้หญิงมากกว่า จึงเกิดเป็นกลุ่ม LGBTQ ได้ แต่เรื่องเพศสภาพไม่ใช่ประเด็นหลักของวัยนี้ ประเด็นก็คือความชอบหรือความถนัด เพราะเด็กบางคนอาจจะชอบเรียน คำนวน คิดวิเคราะห์ จดจำ บางคนอาจจะชอบศิลปะ วาดรูป เล่นดนตรี ความสวยความงาม ตรงนี้อาจจะไม่ได้มีแค่คุณพ่อคุณแม่ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะมีคุณครูเข้ามาในชีวิตเด็กๆแล้วนั้นเอง ดังนั้นคุณครูควรโฟกัสที่ความชอบและความเป็นปัจเจกของเด็กๆแต่ละคน ไม่ใช่วัดค่าเด็กๆด้วยวิชาที่เรียนอย่างเดียว เพราะจะทำให้เด็กที่ไม่ถนัดในบางวิชา รู้สึกว่าตัวเองมีปมด้อย ถ้าดูแลดี จะทำให้เด็กๆมีความขยัน ภูมิใจในตัวเอง ตั้งใจทำในสิ่งที่ตัวเองถนัดต่อไปจนอาจจะต่อยอดไปสู่สิ่งใหม่ที่อาจจะเป็นอาชีพใหม่ๆของเขาในอนาคตได้ ส่วนหนึ่งเพราะเด็กวัยนี้เริ่มถามหาเหตุผลในระดับเริ่มต้นได้แล้ว ดังนั้นเขาจึงมีสิทธิ์ที่จะน้อยใจ ดื้อไม่เชื่อฟัง มีปมด้อยได้ ถ้าหากสิ่งที่เขาทำไปแล้วรู้สึกไร้ค่าในสายตาของคุณครูหรือพ่อแม่

Mission ของวัยนี้คือ Competence แปลว่าความรู้ความสามารถ เป็นช่วงที่เขาจะกอบโกยความสามารถด้านที่ชอบได้เต็มที่นั้นเอง

วัยนี้ทำให้ผมนึกถึงตอนเด็กๆที่ชอบการวาดรูประบายสี และเป่าขลุ่ยมากๆ ถ้าตอนนั้นได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสมก็อาจจะทำให้ตอนโตขึ้นมีความสามารถด้านวาดรูป ซึ่งต่อยอดในยุคนี้คือทำ Poster PR, งานด้าน Graphic designer, UX/UI ต่างๆได้ แม้แต่งานด้านวิศวกรรม ถ้ามีพื้นฐานการวาดที่ดี ก็ทำให้สื่อสารในทีมหรือออกแบบสิ่งต่างๆได้ชัดเจนมากกว่าได้ แต่ผมก็ไม่ได้ไปต่อ เลยตอนนี้เป็นง่อยด้านการวาดรูปมาก ก็จะเหลือแต่ดนตรีที่ยังพอได้เคยเป็นทีมดุริยางค์โรงเรียน จนเป็นพื้นฐานให้รักษาความชอบนี้มาถึงปัจจุบันที่อยากเล่นเปียโนให้เก่งๆให้ได้

อีกอย่างที่จำได้คือ ผมเคยจะได้เป็นนักกีฬาฟุตบอลโรงเรียน ซึ่งต้องไปซ้อมบอลหลังเลิกเรียนทุนวัน คุณพ่อคุณแม่รับรู้เรื่องนี้เพราะท่านซื้อชุดฟุตบอลสีเขียวให้ด้วย แต่ความรู้สึกที่ไปซ้อมแต่ละวันบางครั้งมันก็มีปัญหาเรื่องท้อใจบ้าง ซึ่งท่านไม่เคยเข้ามาแบ่งปันเรื่องเหล่านี้(หรืออาจเพราะเราไม่ได้เล่าก็จำไม่ได้แล้ว) เลยทำให้เลิกซ้อมกลางคัน เพราะอยากเล่น Play station ที่ช่วงนั้นกำลังบูมมาก เลยเป็นเด็กติดเกมส์แทนซะงั้นไป กว่าจะเป็นผู้เป็นคนกลับมาได้ก็นานเลย

5. Adolescent

เป็นช่วงวัยรุ่นกันแล้ว จะอายุประมาณ 13-20 ปี จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า Identity vs. Role confusion ซึ่งก็คือเป็นช่วงที่ถ้าเขาคิดทบทวนตัวเองได้ว่าเขาเป็นใคร ชอบอะไร เพศชาย หญิงหรือ LGBTQ หรือแม้แต่บทบาทหน้าที่ของเขา เขาก็จะเข้าใจความเป็นตัวตนของเขา ไม่เกิดความสับสน แต่ถ้าตรงกันข้ามคือ เขามีปัญหาบางอย่างที่ทำให้เขาเกิดความคลุมเครือ เด็กวัยรุ่นช่วงนี้ก็จะเกิดความสับสนได้ แน่นอนว่าเพราะวัยนี้มีการเปลี่ยนแปลงด้านกายภาพที่ชัดเจนกว่าวัยอื่น แต่นอกจากด้านกายภาพแล้ว เขาก็เริ่มตั้งคำถามด้านแนวคิด จิตใจ และการอยู่ร่วมกันในสังคมเช่นกัน

เนื่องจากเป็นช่วงที่เขาจะ Form ตัวตนของเขาขึ้นมาเพื่อใช้ในวัยผู้ใหญ่ต่อไป เขาจึงพยายามที่จะเข้าใจตัวเองว่า เขาชอบอะไรในหลายๆด้านนอกจากที่บอกไปในย่อหน้าที่แล้ว เช่น เขาชอบในหลักการของศาสนาอะไร, ชอบระบบการเมืองการปกครองแบบไหน, จะเข้าสังกัดสังคมแบบไหน ความรู้ความสามารถของเขาตอบโจทย์ความต้องการของสังคมมากน้อยแค่ไหน ซึ่งคำถามเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดอาชีพ และวิถีในการใช้ชีวิตของเขาให้ประสบความสำเร็จในอนาคตอีกที

สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับคนในวัยนี้อีกอย่างคือภาวะ Moratorium หรือภาวะที่เขาต้องการพื้นที่ส่วนตัวและเวลาส่วนตัว เพื่อค้นหาคำตอบด้วยตัวเองว่าเขาคือใคร เขาเป็นคนอย่างไร มีอารมณ์แบบไหน คนอื่นคิดกับเขาอย่างไร เป็นการหาคำตอบลึกๆในตัวของเขาเอง และวัยนี้ยังเป็นวัยที่มีความยืดหยุ่นด้านระยะเวลาของพัฒนาการค่อนข้างสูง เพราะบางคนอาจจะมีการค้นหาตัวเองได้นานกว่านี้หรือสั้นกว่านี้ แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ตัวตนของเขาที่ค้นพบ ที่ตัดสินใจแล้วว่าจะเป็นแบบนี้ ตัวตนเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ในวัยถัดไป ซึ่งมีผลต่อหลายบทบาทไม่ว่าจะเป็นชีวิตช่วงทำงาน และการแต่งงาน

โดย Mission หลักของวัยนี้คือ Fidelity แปลว่าความซื่อสัตย์ ความจงรักภักดี เป็นความซื่อสัตย์ต่อตัวเขาเองที่ได้พยายามค้นหาว่าฉันเป็นคนแบบนี้ หรือการเลือกที่จะเข้าไปอยู่ในจุดที่เขาให้ความจงรักภักดีได้ ไม่ว่าจะเป็นสังคมเพื่อน ที่ทำงาน หรือแม้แต่ศาสนา และแนวคิดทางการเมือง

ชีวิตของผมช่วงนี้มีสิ่งหนึ่งที่จำได้ชัดคือ เริ่มอยากหาความเป็นจริงของชีวิต เริ่มศึกษาหลายๆศาสนา แน่นอนว่าโฟกัสที่พุทธเป็นหลัก เพราะเรารู้จักมานาน และอาจจะเพราะมีปัญหากับครอบครัวค่อนข้างบ่อย เลยเริ่มอยากไปทำบุญเข้าวัด หรือคิดที่จะไปบวชเพื่อค้นหาว่า ทำไมชีวิตในบ้านมันถึงไม่มีความสุขเท่าที่ควรจะเป็น หรือเริ่มตั้งคำถามว่าทำไมเพื่อนๆที่นิสัยดีๆ ที่ช่วยเราติวช่วยสอนหนังสือ ถึงมีนิสัยแบบนี้ โตมาแบบไหน ที่บ้านสอนอย่างไร ทำไมเราไม่เป็นแบบเขา เราผิดตรงไหนหรือเปล่า

นอกจากนี้ก็เข้าใจว่าตัวเองชอบเครื่องยนต์กลไก คอมพิวเตอร์ อาจจะมีจุดเริ่มต้นจากคอมฯเครื่องแรกที่แม่ซื้อให้ช่วงป.4 และพี่ชายก็สอนซ่อมคอมฯ เลยติดคอมตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จนลงวินโดว์เองเป็น ซื้อหนังสือมาศึกษาด้วยตัวเอง เป็นเด็กห้องคอมฯตามวิถีของเด็กสายนี้ปกติ แต่ที่น่าเสียดายคือความรู้สายช่างกลที่ควรจะมีมากกว่านี้เพราะที่บ้านเป็นอู่ซ่อมรถ ซึ่งจริงๆก็ชอบนะ เพราะมีหลายครั้งที่ไปเปิดหนังสือซ่อมรถของพ่อดูเพื่อเข้าใจกลไกของมัน แต่ติดที่ไม่ชอบความสกปรกและเสียงจุดระเบิดเสียงดัง แต่ประเด็นกายภาพพวกนี้ก็ไม่เท่าความดุของพ่อบวกกับความเนิร์ดของผมทำให้เราไม่ค่อยเข้าใจกัน(เลยไม่เกิด Fidelity) และทำให้หมดกำลังใจในการเรียนกับพ่อ ซึ่งน้องชายผมที่ตอนนั้นเข้าขากับพ่อได้มากกว่า(เพราะความเป็นเด็ก) เลยได้วิชาซ่อมรถจากพ่อและสนิทกันมากกว่า แต่พอโตขึ้นก็มี Identity และมีเหตุผลเป็นของตัวเอง เลยเป็นแบบผมเหมือนกัน เพราะต้องยอมรับว่าการสอนของพ่อค่อนข้างรับมือยากอยู่ เลยไม่แปลกใจที่น้องจะมีปัญหากับพ่อในภายหลังเช่นเดียวกันกับผม

Update: สถานการณ์ช่วงนี้ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญภาวะวิกฤตหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือการบริหารที่ขาดประสิทธิภาพ ทำให้เด็กในวัยนี้(จริงๆก็ทุกวัย)ที่ควรจะได้ใช้เวลาเพื่อการค้นหา ศึกษา และพัฒนาตัวเอง กลับต้องมาติดในปัญหาที่แก้ได้ด้วยการบริหารที่ดี จึงอยากส่งเสียงให้รัฐบาลลาออกแล้วเปิดโอกาสให้นักบริหารที่มีฝีมือเข้ามาแก้ปัญหาแทน ตาม common sense แล้วอาชีพทหารเหมาะกับการรบนะ แต่ไม่ได้ fit in กับการบริหารบ้านเมืองเลย ถือว่าเห็นแก่อนาคตของชาตินะครับ

6. Early adulthood

วัยผู้ใหญ่ตอนต้น อยู่ในช่วงอายุ 20-40 ปี จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า Intimacy vs. Isolation แปลว่าความใกล้ชิด สนิท คุ้นเคย หรือจะเลือกที่จะแยกตัวออกมาโดดเดี่ยว

ช่วงวัยนี้หลายคนอาจจะกำลังเรียนจบ เริ่มทำงานกันแล้ว บางคนอาจจะมีแฟน กำลังตัดสินใจว่าจะแต่งงาน หรือจะครองความเป็นโสดตลอดชีวิต ด้วยความที่ทฤษฎีนี้ค่อนข้างเปิดกว้าง เลยไม่ได้จำกัดแค่เพศชายหญิงเท่านั้น รวมไปถึงความรักแบบ LGBTQ เช่นกัน เพราะช่วงวัยรุ่นเขาสร้างและค้นหาตัวตนจนมั่นใจแล้วว่าเขาคือใคร ชอบอะไร วัยนี้คือจะคิดขั้นต่อไปว่าจะอยู่กับใครในระยะยาวหรือไม่นั้นเอง

ถึงแม้ว่าการค้นพบตัวตนของตัวเองจะค่อนข้างแน่นอนแล้ว แต่ก็ยังมีความพยายามที่จะปรับเปลี่ยนตัวเองอีกเล็กน้อย เพื่อให้เข้ากับบางสังคม หรือบางคน ซึ่งจะในไปสู่การเรียนรู้ที่จะเสียสละ ที่เป็นพื้นฐานต่อการอยู่ร่วมกันในระยะยาวอย่างเช่นการแต่งงาน มีชีวิตคู่ต่อไปได้ แต่บางคนอาจจะพบเจอความเจ็บปวด การถูกปฏิเสธ ความต้องการของเราไม่ตรงกับความคาดหวังของคนอื่น ก็จะเกิดการแยกตัวออกห่างจนอยากครองชีวิตโสดได้เช่นกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าถ้าต้องมาทาง Isolation แล้วจะผ่านช่วงวัยนี้ไปไม่ได้ เพราะเราคงเห็นหลายคนที่โสดอย่างมีความสุขได้เช่นกัน เพียงแต่เรามีความรักในรูปแบบอื่นที่ไม่ใช่ชีวิตคู่เท่านั้นเอง

Mission สำคัญของวัยนี้ก็ตรงตัวเลยคือ Love หรือความรักนั้นเอง

ชีวิตส่วนตัวผมตอนนี้ยังเลือกไม่ได้เลยว่าจะไปทางไหน แต่ไม่ว่าจะเลือกทางไหน ก็ควรจะเป็นทางที่ทำให้ชีวิตดีขึ้น และไม่แย่ไปกว่าเดิมก็พอแล้ว ส่วนอะไรบ้างที่ในอดีตมีผลต่อการตัดสินใจ ส่วนตัวแล้วผมเคยเจ็บหนักด้านเศรษฐกิจมาจากตอนเด็กๆ และยังฝังใจอยู่ เลยต้องการสร้างความมั่นคงมากๆ และไม่ชอบอะไรที่ไม่ Solid ไม่แข็งแรง ชอบแนวคิดที่มีหลักการหนักแน่น เพื่อที่จะเป็นพื้นฐานให้เราตัดสินใจผิดพลาดน้อยที่สุด

7. Middle adulthood

วัยผู้ใหญ่ตอนกลาง ช่วงอายุประมาณ 40-60 ปี จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า Generativity vs. Stagnation แปลว่าความเป็นห่วงคนรุ่นหลัง หรือจะเลือกที่จะหยุดนิ่ง

เนื่องจากวัยนี้ทำงานมาสักพักแล้วก็จะมีเงินเก็บ มีความมั่นคงที่ดีในระดับนึงแล้ว บางคนจะเกิดความคิดเป็นห่วงคนรุ่นหลัง อยากที่จะแชร์หรือแบ่งปันความรู้ เป็นผู้ให้ ทั้งทางด้านประสบการณ์ หรือทรัพยากรณ์อย่างเช่นการบริจาคเงิน การออกไปพูดให้ความรู้ การบรรยายต่างๆ บางคนก็มีลูกมีหลานเลยอยากแบ่งปันเรื่องราวเหล่านี้ มีความเป็นห่วงในระดับครอบครัวของเขา ที่ทำงาน และสังคมบ้านเมืองว่าในอนาคตลูกหลานเขาจะอยู่อย่างมีความสุขไหม อยากมีส่วนร่วมในการผลักดันสังคมให้ก้าวไปข้างหน้าในทางที่ดีขี้นกว่าเดิม แต่บางคนอาจจะรู้สึกไม่อยากทำแบบนั้น ยังอยากเป็นผู้รับ ยังมีความต้องการบางอย่างอยู่ ต้องการความสนใจ ไม่สนใจในการพัฒนาสิ่งรอบตัวหรือแม้แต่ตัวเอง ไม่รู้ว่าจะทำงานหรือช่วยเหลือผู้อื่นในด้านไหนได้บ้าง ซึ่งอาจจะเป็นเพราะช่วงช่วงชีวิตที่ผ่านมาเขาไม่ค่อยได้รับการดูแลเอาใจใส่มากเท่าที่ควร

สิ่งที่วัยนี้ชอบทำยังมีอีกหลายอย่างเช่น การแสดงออกทางความรักที่มากกว่าการกอดจูบทางกายภาพ เช่น คำพูด คำสอนต่างๆ, การรักษาสุขภาพและวิถีชีวิตแต่ละวันให้มีความสุข, การอยู่ร่วมกับผู้อื่นให้มีความสุข, สอนเด็กๆให้มีพัฒนาการที่ดี มีความรับผิดชอบ, เปิดรับความเป็นเพื่อนกับเด็กๆ, ทำบ้านให้มีความสุขน่าอยู่, มีความภาคภูมิใจในตัวเองและคู่ชีวิตหรือคนในครอบครัว, ใช้เวลาว่างไปกับสิ่งที่สร้างสรรค์และมีประโยชน์

นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่เราสามารถพัฒนาช่วงวัยนี้ได้ด้วยการ

  • เข้าสังคมเพื่อไปมีส่วนร่วมต่างๆ เช่น ไปสมัครเป็นอาสาสมัครช่วยงานสังคม
  • ลองเข้าไปทำอะไรใหม่ๆ ทั้งในที่ทำงาน คือ อาสาทำโปรเจ็คใหม่ หรือแม้แต่ที่บ้านก็ลองหาจุดที่น่าจะทำให้บ้านดีขึ้น สะอาดน่าอยู่ขึ้น(มิน่า วัยนี้ชอบทำสวน อยู่กับต้นไม้ ไม่ก็ทำบ้าน)
  • เรียนรู้ Skill หรือ Share skill ใหม่ๆให้คนรอบตัว

Mission หลักของวัยนี้คือ Care หรือความห่วงใย เอาใจใส่นั้นเองครับ ว่าจะห่วงใยคนรอบตัว หรือจะห่วงใยแค่ตัวเอง

ชีวิตผมยังมาไม่ถึงจุดนี้ แต่มีเรื่องราวที่เริ่มเกิดขึ้นแล้วคือ ความรู้สึกอยากแบ่งปัน แม้ว่าชีวิตวัยเด็กจะไม่ได้สมบูรณ์ มีวิกฤตเข้ามาพอสมควร แต่คงเป็นเพราะสิ่งแวดล้อม และสังคมที่ดี ที่สอนให้รู้จักแบ่งปันตั้งแต่เนิ่นๆ เลยมีนิสัยนี้ติดตัวมา เลยเกิดเป็น Blog นี้ขึ้นมา หรือการไปทำกิจกรรมเพื่อการกุศลต่างๆ ก็จะหาเวลาและโอกาสไปเสมอ แต่พร้อมกันนี้ก็ยังมีความต้องการ ความดูแลเอาใจใส่อยู่เช่นกัน แต่ในส่วนของคุณพ่อของผมเอง ที่ส่วนตัวผมรู้สึกว่าตอนนี้ท่านค่อนข้างทำอะไรตามใจตัวเองมาก ไม่ค่อยสนใจครอบครัว ก็มองว่าจะอยู่ในฝั่งของ Stagnation แทน

8. Late adulthood

วัยผู้ใหญ่ตอนปลาย ช่วงอายุประมาณ 60 – 80 ปีขึ้นไป เป็นวัยบั่นปลายของชีวิตแล้ว จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า Integrity vs. Despair แปลว่า ความมั่งคงสมบูรณ์ หรือจะเป็นอีกฝั่งคือ ความสิ้นหวังหมดอาลัย

เนื่องจากวัยนี้เป็นช่วงปลายของชีวิตคนเราแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยๆคือการทบทวน ตกผลึกกับชีวิตที่ผ่านมาว่าเขาทำมันมาได้มีแค่ไหน และเพื่อเตรียมรับกับความตายที่ไม่รู้ว่าจะมีเยี่ยมเยียนวันไหน ถ้าทบทวนแล้วพบว่าที่ผ่านมานั้นได้ทำ ได้เจอสิ่งดีๆมาก็ไม่น้อย ก็จะเกิดความภูมิใจในตัวเอง เพราะอย่างน้อยๆก่อนตายก็ได้ทำ ได้เจออะไรดีๆมาบ้าง ได้มีคู่ชีวิตและครอบครัวที่ดี ชีวิตที่ผ่านมาช่างมีความหมาย และเตรียมตัวเดินทางไปสู่โลกหลังความตายอย่างมีความสงบสุข ไม่คิดติดใจเรื่องใดๆ แต่ถ้ามีเรื่องดีๆเกิดขึ้นน้อย ยังมีเรื่องที่อยากทำแต่ไม่ได้ทำหรือทำไม่เสร็จ ก็จะเกิดความเครียด ความทุกข์ไม่สบายใจ จนเกิดเป็นความสิ้นหวังหมดอาลัยแทน รู้สึกว่าชีวิตมันไม่ยุติธรรม และกลัวความตาย ยังไม่อยากตายในที่สุด

Mission ของวัยนี้คือ Wisdom หรือภูมิปัญญานั้นเอง เพราะเป็นช่วงที่เขาตกผลึกความคิดได้ ก็จะสามารถนำภูมิปัญญาเหล่านั้นมาส่งต่อให้กับ Next generation ต่อไปได้นั้นเอง

ช่วงวัยนี้ทำให้ผมนึกถึงคุณยาย ที่เวลากลับไปต่างจังหวัดก็ต้องซื้อนมไปฝากท่าน แล้วก็ชวนคุยไปสักพัก ผมมีความรู้สึกว่าคุณยายชอบอมยิ้มเวลาคุยก็แต่ก็ไม่เคยถามว่าท่านคิดอะไร รู้สึกอะไร แต่พอได้เข้าใจทฤษฎีนี้ ทำให้พอรู้ว่าควรชวนท่านคุยเรื่องอะไรให้ท่านมีความสุขดี เช่น ความทรงจำดีๆที่มีต่อท่านตอนที่เรายังเด็กๆ หรือยิงคำถามเพื่อให้ท่านได้สอน ถ่ายทอดความรู้ให้เรา เพื่อให้ท่านภูมิใจในตัวเอง คงเป็นการให้คุณยายได้ทบทวนความทรงจำดีๆในช่วงวัยนี้ได้

Update
เนื่องจากวันนี้(28/7/2021) เพิ่งฟังคุณโทนี่เสร็จ ตอนเวลาในคลิปที่ 2:20:00 รู้สึกว่ามันตรงกับชีวิตของเขาว่าตอนนี้เขาอายุ 72 ปี สิ่งที่เขาอยากทำคือยู่กับหลานๆ ได้เห็นหลานเติบโต มีพัฒนาการที่ดี และยิ่งประทับใจที่ได้ฟังหลานอธิบายของที่ระลึกที่วาดเป็นภาพให้ ยิ่งแสดงให้เห็นว่าหลานมีพัฒนาการทางความคิดที่ดีมาก คุณโทนี่ก็ภูมิใจและมีความสุขกับจุดนี้มาก แม้แต่ผมที่เป็นคนนอกยังสัมผัสความรู้สึกภูมิใจนี้ได้เลย อีกเรื่องที่คุณโทนี่บอกคือ อยากใช้ความสามารถ สติปัญญาของเขาช่วยเหลือประเทศชาติ ประชาชน เพราะเขารู้สึกเป็นหนี้แผ่นดินไทยเสมอ

9. Ninth stage

อ่าว ไหนว่ามีแค่ 8 ช่วงวัย

ช่วงที่ 9 นี้ถือว่าเป็นช่วงต่อขยายของ 8 Stages หลักแล้วกัน เพราะเป็นช่วงที่คุณ Joan M. Erikson ภรรยาของคุณ Erik Erikson ได้เขียนเพิ่มเติมขึ้นมาในช่วงท้ายๆ หลังจากที่คุณ Erik ได้เสียชีวิตในปี ค.ศ. 1994 ด้วยวัย 91 ปี โดยเธอเชื่อว่าช่วงวัยบั่นปลายนี้จะเกิดการทบทวนทั้ง 8 Stages นี้อีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็น Hope, Will, Purpose, ฯลฯ มีการพิจารณาถึงสุขภาพร่างกายที่เหี่ยวเฉาลง ทำให้สูญเสีย Trust(Stage 1) หรือความเชื่อใจในตัวเอง ที่ไม่สามารถทำอะไรได้คล่องแคล่วเหมือนเดิม และเกิดการทบทวนแบบนี้กับ Stage อื่นๆด้วย

สรุป

ทั้ง 8-9 ข้อนี้ก็เป็นการอธิบายการพัฒนาการตามช่วงวัยต่างๆของชีวิตมนุษย์เรา หากเราเข้าใจและสามารถนำไปปรับใช้ในครอบครัวหรือสังคมที่เราอยู่อาศัยได้ก็จะทำให้เรามีส่วนช่วยให้คนรอบตัวมีพัฒนาการที่ดี ที่สำคัญที่สุดคือตัวเราเองก็จะเข้าใจตัวเราเองมากขึ้นมาทำไมเราถึงมีนิสัยแบบนี้ เราจะปรับปรุงแก้ไขอย่างไร อนาคตเรามีเรื่องอะไรที่ต้องระวังหรือไม่ การแก้ไขข้อเสียของตัวเราเองเป็นเรื่องยาก แค่แก้ได้ 1% ก็ถือว่าเก่งมากแล้ว รวมถึงใครที่กำลังวางแผนจะมีเบบี๋ หรือมีแล้วก็จะได้ดูแลฝึกฝน และเข้าใจเบบี๋ของเรา ให้เขาเติบโตมาอย่างมีความสุขได้ ที่สำคัญคือพอเราเป็นผู้ใหญ่แล้วเราไม่ควรบีบบังคับให้เด็กเป็นในสิ่งที่เราต้องการ เราแค่ Shape ให้เขามีทัศนคติต่อโลกที่ดีพอที่จะสร้างสรรค์แต่งเติมโลกของเขาในวันที่ไม่มีเราให้ดีก็พอ ก็หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่เข้ามาอ่านไม่มากก็น้อยนะครับ บทความหน้าจะเกี่ยวกับอะไรไว้มาติดตามกันต่อไปครับ และหากมีข้อผิดพลาดอะไรก็คอมเม้นกันมาได้เลย ผมยินดีที่จะทำความเข้าใจและปรับปรุงแก้ไขใหม่ครับ

References

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

Create a free website or blog at WordPress.com.

Up ↑

%d bloggers like this: